Ivan Petrovich Pavlov
อิวาน พาฟลอฟ
--------------------------------------------------------------------------------
อิวาน พีโตรวิช พาฟลอฟ นักวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยาชาวรัสเซียที่สำคัญคนหนึ่ง เขาได้ชื่อว่าเป็นบิดาของวิชาจิตวิทยาสมัยใหม่ จากการศึกษาการทำงานของส่วนต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะสมองและระบบประสาททำให้เขาพบสาเหตุที่ทำให้มนุษย์และสัตว์ มีพฤติกรรมต่างๆ
เขาเป็นผู้ตั้งทฤษฎี การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก ซึ่งมีหลักการว่า “ การเรียนรู้เกิดจากการที่ร่างกายได้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้หลายๆชนิด โดยที่การตอบสนองอย่างเดียวกัน อาจมาจากสิ่งเร้าต่างชนิดกันได้” หากมีการวางเงื่อนไขที่แน่นแฟ้นเพียงพอ อิวาน พาฟลอฟ เกิดเมือปี ค.ศ. 1849 ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย บิดาเป็นนักบวชมีฐานะยากจน ต้องทำการกสิกรรม ควบคู่กับการเป็นนักบวช
เมื่ออายุได้ 8 ปี อิวาน พาฟลอฟ ก็ล้มเจ็บเนื่องจากระบบหายใจ นักบวชรูปหนึ่งซึ่งเป็นพ่อทูล หัวของเขาได้นำเขาไปที่สำนักสงฆ์ใกล้ๆ บ้าน เพื่อให้การดูแลและรักษาจนเขาหายป่วย นักบวชรูปนั้นได้ชักจูงเขาให้ดำเนินชีวิตเรียบง่ายแบบเดียวกับท่าน คอยสอนหนังสือและให้คำแนะนำในการศึกษาจนเขาสามารถเข้าโรงเรียนและเป็นนักเรียนที่เก่งที่สุดในชั้นเรียน วิชาที่อิวาน พาฟลอฟ สนใจที่สุดคือ สรีระวิทยา และได้เข้าศึกษาต่อในระดับที่มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก จนได้ปริญญาทางวิทยาศาสตร์และได้ใบรับรองให้เป็นแพทย์ได้ ในปีค.ศ. 1891
อิวาน พาฟลอฟได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้อำนวยการทางสรีระวิทยา ที่สถาบันทดลองทางการแพทย์ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก และใช้เวลานั้นในการศึกษาระบบการย่อยอาหารในมนุษย์ และสัตว์ และได้แต่งตำราเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารจนได้รับรางวัลโนเบล แต่หลังจากนั้นเขาก็ได้เปลี่ยนแนวการวิจัยไปศึกษาเรื่องสมองและระบบประสาท ที่มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์
อิวาน พาฟลอฟ รู้ว่ามนุษย์และสัตว์ จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบโดยอัตโนมัติเมื่อได้รับสิ่งเร้าทั้งมีเงื่อนไขและไม่มีเงื่อนไข และพบว่าจะทดลองหลักการนี้กับสัตว์ได้ง่ายกว่ามนุษย์ เพราะมนุษย์สามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมปฎิกริยาของตนเองได้ถ้าต้องการ
โดย พาฟลอฟ ได้นำสุนัขมาไว้ในการทดลอง แล้วใช้สิ่งเร้าที่มีเงื่อนไขคือการสั่นกระดิ่งสุนัขจะกระดิกหาง จากนั้นเขาก็ได้เปลี่ยนสิ่งเร้าใหม่ ใช้สิ่งเร้าที่ไม่มีเงื่อนไขคือ นำเนื้อมาให้สุนัขกิน สุนัขได้ตอบสนองต่อเนื้อคือมีน้ำลายไหล พฤติกรรมน้ำลายไหลของสุนัขเกิดขึ้นตามธรรมชาติในลักษณะไม่มีเงื่อนไข ต่อมามีการสั่นกระดิ่งพร้อมกับยื่นเนื้อให้ สุนัขก็ตอบสนองคือมีน้ำลายไหล
เขาทำเช่นนี้หลายๆครั้ง จนสุนัขรรับรู้ว่าถ้ามีเสียงกระดิ่งแล้วจะต้องมีเนื้อตามมาในลักษณะเป็นสิ่งเดียวกัน จนในที่สุด สุนัขได้ยินเสียงกระดิ่งอย่างเดียวก็ตอบสนองด้วยอาการน้ำลายไหล แสดงว่าเสียงกระดิ่งเป็นสิ่งเร้า ที่มีเงื่อนไข ทำให้สุนัขเกิดการเรียนรู้ขึ้นจาการวางเงื่อนไขนั่นเอง อย่างเช่น
เมื่อมีคนถามว่าเคยชิม “มะดัน”หรือไม่ ทันทีที่ได้ยินคำว่า”มะดัน”จะปรากฏว่ามีน้ำลายสอขึ้นในปาก ดังนี้เป็นต้น หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว นักจิตวิทยาหลายคนได้ศึกษาตามแนวคิดของเขา และได้เรียนรู้ถึงพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์มากมาย
อิวาน พาฟลอฟ ถึงแก่กรรมเมื่อปีค.ศ. 1936 ขณะมีอายุได้ 87 ปี
Important Persons of the World:Their Lives and Contributions to the World william Harveyฮิปโปเครติส, james watt,จอห์น ดอลตัน (john dalton),บุคคลที่สร้างผล งานให้โลก,john baird, william Harvey,บุคคลสำคัญของโลก, richard Trevithick,บุคคลสำคัญของโลก ผลงานทางการแพทย์, lord ernest Rutherford,บทบาทและความสำคัญหลุยปาสเตอร์,ผู้ประดิษฐ์เครื่องบินลําแรกของโลก ประวัคิชีวิตบุคคนสำคัญที่สุดในโลก, ภาพเเละความดีของบุคคลสำคัญที่ช่วยเหลือคนอื่น,
Tuesday, December 7, 2010
Ivanovich Mendeleev:อิวาโนวิช เมนเดเลเยฟ
Ivanovich Mendeleev
อิวาโนวิช เมนเดเลเยฟ
--------------------------------------------------------------------------------
เมนเดเลเยฟ มีชื่อเต็มว่า ดมิตรี อิวาโนวิช เมนเดเลเยฟ (Dmitri Ivanovich Mendeleev) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1834 ได้รับการศึกษาวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกจากนักโทษการเมือง ผู้ที่ได้ถูกพระเจ้าซาร์เนรเทศไปอยู่ในไซบีเรีย เขาไม่อาจเข้าไปศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยในกรุงมอสโก แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนของบิดาที่มีอิทธิพลให้เข้าไปศึกษาต่อในเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก จนได้เป็นศาสตราจารย์ทางเคมีในวิทยาลัยแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1866
ในปี ค.ศ. 1869 เมนเดเลเยฟ ได้ตีพิมพ์ตารางของธาตุที่รู้จักกันในตอนนั้น 63 ชนิด โดยจัดเรียงตามลำดับมวลอะตอม ผลงานของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาเยอรมัน เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้มีโอกาสศึกษากัน ด้วยความสามารถทางด้านเคมีของเขานี่เอง เขาจึงถูกส่งมายังสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาด้านน้ำมันในรัฐเพนซิลวาเนียสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำมันในประเทศของเขา
เมนเดเลเยฟ ถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ. 1907 ขณะมีอายุได้ 73 ปี
อิวาโนวิช เมนเดเลเยฟ
--------------------------------------------------------------------------------
เมนเดเลเยฟ มีชื่อเต็มว่า ดมิตรี อิวาโนวิช เมนเดเลเยฟ (Dmitri Ivanovich Mendeleev) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1834 ได้รับการศึกษาวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกจากนักโทษการเมือง ผู้ที่ได้ถูกพระเจ้าซาร์เนรเทศไปอยู่ในไซบีเรีย เขาไม่อาจเข้าไปศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยในกรุงมอสโก แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนของบิดาที่มีอิทธิพลให้เข้าไปศึกษาต่อในเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก จนได้เป็นศาสตราจารย์ทางเคมีในวิทยาลัยแห่งนี้ในปี ค.ศ. 1866
ในปี ค.ศ. 1869 เมนเดเลเยฟ ได้ตีพิมพ์ตารางของธาตุที่รู้จักกันในตอนนั้น 63 ชนิด โดยจัดเรียงตามลำดับมวลอะตอม ผลงานของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาเยอรมัน เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้มีโอกาสศึกษากัน ด้วยความสามารถทางด้านเคมีของเขานี่เอง เขาจึงถูกส่งมายังสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาด้านน้ำมันในรัฐเพนซิลวาเนียสำหรับการพัฒนาแหล่งน้ำมันในประเทศของเขา
เมนเดเลเยฟ ถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ. 1907 ขณะมีอายุได้ 73 ปี
Sunday, December 5, 2010
J. Nicephore Niepce:ยี. แอ็น. นีฟ
J. Nicephore Niepce
ยี. แอ็น. นีฟ
------------------------------------------------------------------------
การถ่ายรูปเป็นศิลปะในการประทับภาพลงบนแผ่นกระดาษโดยใช้เลนส์และแสงช่วย บุคคลคนแรกที่ทำให้ความฝันของมนุษย์ที่จะบันทึกภาพที่ประทับใจและสิ่งที่ควรจดจำได้เป็นความจริงเป็นคนแรกคือ ยี. แอ็น. นีฟ นั่นเอง
ยี. แอ็น. นีฟ วิศวกรชาวฝรั่งเศส เกิดในปี ค.ศ. 1765 เขากับเพื่อนร่วมงานคือ หลุยส์ ดาแกร์ ได้ร่วมงานกัน ภาพแรกที่เกิดขึ้นในโลก คือภาพของหลังคาที่นีฟถ่ายจากหน้าต่างบ้านของเขา เป็นภาพที่ไม่คมชัดนัก และใช้เวลาในการถ่าย (คือให้แสงถูกแผ่นภาพ) นานถึง 8 ชั่วโมง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายภาพ
นีฟถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1833 ก่อนที่งานของเขาจะเสร็จสมบูรณ์ เพื่อนร่วมงานของเขาคือ หลุยส์ ดาแกร์ เป็นผู้สานงานต่อ
ยี. แอ็น. นีฟ
------------------------------------------------------------------------
การถ่ายรูปเป็นศิลปะในการประทับภาพลงบนแผ่นกระดาษโดยใช้เลนส์และแสงช่วย บุคคลคนแรกที่ทำให้ความฝันของมนุษย์ที่จะบันทึกภาพที่ประทับใจและสิ่งที่ควรจดจำได้เป็นความจริงเป็นคนแรกคือ ยี. แอ็น. นีฟ นั่นเอง
ยี. แอ็น. นีฟ วิศวกรชาวฝรั่งเศส เกิดในปี ค.ศ. 1765 เขากับเพื่อนร่วมงานคือ หลุยส์ ดาแกร์ ได้ร่วมงานกัน ภาพแรกที่เกิดขึ้นในโลก คือภาพของหลังคาที่นีฟถ่ายจากหน้าต่างบ้านของเขา เป็นภาพที่ไม่คมชัดนัก และใช้เวลาในการถ่าย (คือให้แสงถูกแผ่นภาพ) นานถึง 8 ชั่วโมง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายภาพ
นีฟถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1833 ก่อนที่งานของเขาจะเสร็จสมบูรณ์ เพื่อนร่วมงานของเขาคือ หลุยส์ ดาแกร์ เป็นผู้สานงานต่อ
James Joule:เจมส์ จูล
James Joule
เจมส์ จูล
------------------------------------------------------------------------
นักวิทยาศาสตร์ซึ่งได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อของเขาเป็นชื่อหน่วยของความร้อน ทั้งนี้จากผลงานการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกลกับพลังงานความร้อน โดยใช้ห้องใต้ดินในบ้านของเขาเอง เป็นห้องทดลอง
เจมส์ เพรสคอท จูล เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1818 ที่เมืองซัลฟอร์ด ประเทศอังกฤษ บิดาเป็นเจ้าของโรงต้มกลั่นสุรา เมื่อวัยเยาว์เขาศึกษาอยู่ที่บ้านกับพี่ชายคนโต โดยมีพี่สาวต่างมารดาเป็นคนสอน เมื่อโตขึ้นบิดาได้ส่งไปศึกษาวิชาต่างๆโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์กับจอห์น ดาลตัน นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น จากการได้คลุกคลี และการได้รับคำแนะนำจากดาลตันและนำการนำมาทดลองโดยตัวเอง ทำให้จูลมีความสนใจในการวิจัยค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์มากกว่าการต้มกลั่นสุรา
ในปี ค.ศ. 1847 จูลพบว่าพลังงานกลสามารถเปลี่ยนไปเป็นความร้อนได้ เมื่อเขาใช้ค้อนทุบที่ปลายท่อนเหล็กก็จะรู้สึกทันทีว่าร้อน ซึ่งเกิดจากการดูดพลังงานกลจากกล้ามเนื้อที่บังคับค้อนให้ทุบแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน เขาทำการทดลองหลายครั้งได้ผลสรุปว่า “สมมูลย์กลของความร้อน คือปริมาณของงานที่สิ้นเปลืองไปในการทำให้เกิดความร้อนได้ 1 หน่วยพอดี”
จูลได้รับการยกย่องโดยใช้ชื่อของเขาเป็นชื่อหน่วยของความร้อนโดย 1 จูล= 4.2 แคลอรี่ เขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 1889 เมื่ออายุได้ 71 ปี
เจมส์ จูล
------------------------------------------------------------------------
นักวิทยาศาสตร์ซึ่งได้รับเกียรติให้ใช้ชื่อของเขาเป็นชื่อหน่วยของความร้อน ทั้งนี้จากผลงานการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกลกับพลังงานความร้อน โดยใช้ห้องใต้ดินในบ้านของเขาเอง เป็นห้องทดลอง
เจมส์ เพรสคอท จูล เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1818 ที่เมืองซัลฟอร์ด ประเทศอังกฤษ บิดาเป็นเจ้าของโรงต้มกลั่นสุรา เมื่อวัยเยาว์เขาศึกษาอยู่ที่บ้านกับพี่ชายคนโต โดยมีพี่สาวต่างมารดาเป็นคนสอน เมื่อโตขึ้นบิดาได้ส่งไปศึกษาวิชาต่างๆโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์กับจอห์น ดาลตัน นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น จากการได้คลุกคลี และการได้รับคำแนะนำจากดาลตันและนำการนำมาทดลองโดยตัวเอง ทำให้จูลมีความสนใจในการวิจัยค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์มากกว่าการต้มกลั่นสุรา
ในปี ค.ศ. 1847 จูลพบว่าพลังงานกลสามารถเปลี่ยนไปเป็นความร้อนได้ เมื่อเขาใช้ค้อนทุบที่ปลายท่อนเหล็กก็จะรู้สึกทันทีว่าร้อน ซึ่งเกิดจากการดูดพลังงานกลจากกล้ามเนื้อที่บังคับค้อนให้ทุบแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน เขาทำการทดลองหลายครั้งได้ผลสรุปว่า “สมมูลย์กลของความร้อน คือปริมาณของงานที่สิ้นเปลืองไปในการทำให้เกิดความร้อนได้ 1 หน่วยพอดี”
จูลได้รับการยกย่องโดยใช้ชื่อของเขาเป็นชื่อหน่วยของความร้อนโดย 1 จูล= 4.2 แคลอรี่ เขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 1889 เมื่ออายุได้ 71 ปี
James Watt;เจมส์ วัตต์
James Watt
เจมส์ วัตต์
---------------------------------------------------------------------
นักวิทยาศาสตร์ที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยในห้องทดลอง โดยมีหน้าที่เป็นผู้ดูแลเครื่องมือวิทยาศาสตร์และจากนิสัยรักการทดลองของเขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลงานดั้งเดิมของนักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่ให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
เจมส์วัตต์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1736 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศอังกฤษ เขามีนิสัยชอบในการประดิษฐ์คิดค้นมาตั้งแต่เด็กและอยากเรียนรู้ในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์และในการคำนวณ พอรุ่นหนุ่มเขาก็สมัครเข้าเป็นลูกมือช่างเครื่องกลที่บ้านเกิด ในราวปี ค.ศ. 1756 เขาก็ทำงานเป็นลูกมือของศาสตราจารย์คนหนึ่งในมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ และมีหน้าที่เป็นผู้ดูแลเครื่องมือวิทยาศาสตร์
ในช่วงนั้น โทมัส นิวโคแมน วิศวกรชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์เครื่องจักรที่ใช้แรงขับเคลื่อนไอน้ำได้สำเร็จ เครื่องจักรของเขาใช้ในการปั๊มน้ำออกจากเหมืองถ่านหิน แต่เจมส์ วัตต์เห็นว่า เครื่องจักรของนิวโคแมนทำงานช้า ในราวปี ค.ศ. 1764 เขาจึงได้เริ่มสานงานโดยการดัดแปลงเครื่องจักรของนิวโคแมนให้ดีขึ้น โดยการพัฒนาให้แกนของลูกสูบหมุนเร็วขึ้นและทำงานได้เป็น 2 เท่าจากเดิม
นอกจากนี้ เขายังคิดค้นหน่วยทางวิทยาศาสตร์สำหรับใช้คำนวณแรงงานขึ้น โดยการใช้ม้าแข็งแรงตัวหนึ่งให้ยกของหนัก 33,000 ปอนด์ เป็นระยะทาง 1 ฟุตใน 1 นาที ให้เรียกแรงงานนี้ว่า หนึ่งแรงม้า ซึ่งในปัจจุบันนี้ 1 แรงม้าก็คืองานที่มีค่าเท่ากับ 33,000 ฟุต/ปอนด์ในหนึ่งนาทีนั่นเอง
ถึงแม้จะไม่อาจนับว่า เจมส์ วัตต์ เป็นผู้สร้างเครื่องจักรไอน้ำขึ้นเป็นคนแรกก็ตาม แต่ก็ต้องนับว่า เขาเป็นผู้วิวัฒนาการเครื่องจักไอน้ำให้ดีขึ้น และเจริญแพร่หลายมากขึ้น
เจมส์ วัตต์ ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ 1819 เมื่อมีอายุได้ 83 ปี
เจมส์ วัตต์
---------------------------------------------------------------------
นักวิทยาศาสตร์ที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยในห้องทดลอง โดยมีหน้าที่เป็นผู้ดูแลเครื่องมือวิทยาศาสตร์และจากนิสัยรักการทดลองของเขา ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลงานดั้งเดิมของนักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่ให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
เจมส์วัตต์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1736 ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศอังกฤษ เขามีนิสัยชอบในการประดิษฐ์คิดค้นมาตั้งแต่เด็กและอยากเรียนรู้ในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์และในการคำนวณ พอรุ่นหนุ่มเขาก็สมัครเข้าเป็นลูกมือช่างเครื่องกลที่บ้านเกิด ในราวปี ค.ศ. 1756 เขาก็ทำงานเป็นลูกมือของศาสตราจารย์คนหนึ่งในมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ และมีหน้าที่เป็นผู้ดูแลเครื่องมือวิทยาศาสตร์
ในช่วงนั้น โทมัส นิวโคแมน วิศวกรชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์เครื่องจักรที่ใช้แรงขับเคลื่อนไอน้ำได้สำเร็จ เครื่องจักรของเขาใช้ในการปั๊มน้ำออกจากเหมืองถ่านหิน แต่เจมส์ วัตต์เห็นว่า เครื่องจักรของนิวโคแมนทำงานช้า ในราวปี ค.ศ. 1764 เขาจึงได้เริ่มสานงานโดยการดัดแปลงเครื่องจักรของนิวโคแมนให้ดีขึ้น โดยการพัฒนาให้แกนของลูกสูบหมุนเร็วขึ้นและทำงานได้เป็น 2 เท่าจากเดิม
นอกจากนี้ เขายังคิดค้นหน่วยทางวิทยาศาสตร์สำหรับใช้คำนวณแรงงานขึ้น โดยการใช้ม้าแข็งแรงตัวหนึ่งให้ยกของหนัก 33,000 ปอนด์ เป็นระยะทาง 1 ฟุตใน 1 นาที ให้เรียกแรงงานนี้ว่า หนึ่งแรงม้า ซึ่งในปัจจุบันนี้ 1 แรงม้าก็คืองานที่มีค่าเท่ากับ 33,000 ฟุต/ปอนด์ในหนึ่งนาทีนั่นเอง
ถึงแม้จะไม่อาจนับว่า เจมส์ วัตต์ เป็นผู้สร้างเครื่องจักรไอน้ำขึ้นเป็นคนแรกก็ตาม แต่ก็ต้องนับว่า เขาเป็นผู้วิวัฒนาการเครื่องจักไอน้ำให้ดีขึ้น และเจริญแพร่หลายมากขึ้น
เจมส์ วัตต์ ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ 1819 เมื่อมีอายุได้ 83 ปี
Joharnes Andres Grib Fibiger:โจฮานเนส แอนเดรียส กริบ ฟิบิเจอร์
Joharnes Andres Grib Fibiger
โจฮานเนส แอนเดรียส กริบ ฟิบิเจอร์
------------------------------------------------------------------
โจฮานเนส แอนเดรียส กริบ ฟิบิเจอร์ เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน ปี ค.ศ. 1867 ที่เมืองซิลเคบอร์ก ประเทศเดนมาร์ก บิดาของเขาเป็นนายแพทย์ ส่วนมารดาเป็นนักประพันธ์
ฟิบิเจอร์เจริญรอยตามบิดาโดยการเรียนทางด้านการแพทย์ จนไดัรับปริญญาตรีในปี ค.ศ. 1883 และปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1890 จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน จากการค้นคว้าในปี ค.ศ. 1913 เขาได้ค้นพบว่าโรคมะเร็งสามารถเพาะให้เกิดขึ้นได้ในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถแสดงให้เห็นได้อย่างเด่นชัด
เป็นที่เชื่อกันมานานแล้วว่า การเกิดโรคมะเร็งนั้นมีสาเหตุมาจากการที่อวัยวะถูกรบกวนหรือเสียดสี หรือจากความร้อน หรือจากการได้รับสารเคมีกัมมันตภาพรังสี ติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่เมื่อทำการทดลองกับสัตว์โดยให้ถูกสารเคมี หรือกัมมันตภาพรังสีด้วยวิธีเดียวกับที่ทำให้คนป่วยได้รับแล้ว การทดลองกลับไม่ได้ผลเพราะสัตว์เหล่านั้นไม่เป็นมะเร็งเลย
ฟิบิเจอร์พบว่าสัตว์จะเกิดมะเร็งได้จากพยาธิขนาดเล็กชนิดหนึ่ง จากการที่เขาค้นพบว่าหนูสามตัวที่อยู่ในห้องทดลองเป็นเนื้องอกที่กระเพาะ และที่กลางเนื้องอกนั้นเขาพบพยาธิตัวหนอนในวงศ์สไปรอพเทอรา เขาได้ให้หนูที่มีสุขภาพดีกินเนื้องอกที่เอามาจากหนูที่ป่วยซึ่งมีพยาธิหรือไข่ของมัน แต่การทดลองไม่ได้ผลคือหนูไม่ป่วยเป็นมะเร็ง เขาจึงคิดว่าน่าจะมีวัฏจักรที่เกิดในตัวสัตว์อีกชนิดหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นที่ฟักตัวชั่วคราว
ต่อมาเขาได้พบว่าหนูโรงงานแห่งหนึ่งเป็นเนื้องอกและในเนื้องอกนั้นก็มีพยาธิชนิดเดียวกับที่เขาพบเมื่อปี ค.ศ. 1907 ในโรงงานห่งนั้นมีแมลงสาบเป็นจำนวนมากและพยาธิชนิดนั้นอาศัยแมลงสาบเป็นที่ฟักตัว โดยเริ่มจากแมลงสาบกินสิ่งขับถ่ายของหนูที่มีไข่พยาธิเข้าไป ไข่กลายเป็นตัวอ่อนในทางเดินอาหาร และตัวอ่อนก็เข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อโดยสร้างเกราะหุ้มตัวอยู่ เมื่อหนูกินแมลงสาบเข้าไป ตัวอ่อนของพยาธิก็จะเจริญเติบโตเป็นตัวแก่อยู่ในกระเพาะของหนู เมื่อหนูกินแมลงสาบที่มีตัวอ่อนนี้เข้าไป สามารถทำให้เกิดเนื้องอกมะเร็งในหนูได้ นับเป็นครั้งแรกที่ค้นพบเชื้อพยาธิสไปรอพเทอรา คาร์ซิดมา สามารถเปลี่ยนเซลล์ปกติให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ในการทดลอง จากการค้นพบของฟิบิเจอร์นั้นเอง นับเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญในการค้นคว้าวิจัยสิ่งต่างๆที่ก่อให้เกิดมะเร็งของนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อๆมา
โจฮานเนส แอนเดรียส กริบ ฟิบิเจอร์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 มกราคม ปี ค.ศ. 1928 ด้วยโรคหัวใจและมะเร็งในลำไส้ใหญ่ เมื่อมีอายุได้ 61 ปี
โจฮานเนส แอนเดรียส กริบ ฟิบิเจอร์
------------------------------------------------------------------
โจฮานเนส แอนเดรียส กริบ ฟิบิเจอร์ เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน ปี ค.ศ. 1867 ที่เมืองซิลเคบอร์ก ประเทศเดนมาร์ก บิดาของเขาเป็นนายแพทย์ ส่วนมารดาเป็นนักประพันธ์
ฟิบิเจอร์เจริญรอยตามบิดาโดยการเรียนทางด้านการแพทย์ จนไดัรับปริญญาตรีในปี ค.ศ. 1883 และปริญญาเอกในปี ค.ศ. 1890 จากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน จากการค้นคว้าในปี ค.ศ. 1913 เขาได้ค้นพบว่าโรคมะเร็งสามารถเพาะให้เกิดขึ้นได้ในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถแสดงให้เห็นได้อย่างเด่นชัด
เป็นที่เชื่อกันมานานแล้วว่า การเกิดโรคมะเร็งนั้นมีสาเหตุมาจากการที่อวัยวะถูกรบกวนหรือเสียดสี หรือจากความร้อน หรือจากการได้รับสารเคมีกัมมันตภาพรังสี ติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่เมื่อทำการทดลองกับสัตว์โดยให้ถูกสารเคมี หรือกัมมันตภาพรังสีด้วยวิธีเดียวกับที่ทำให้คนป่วยได้รับแล้ว การทดลองกลับไม่ได้ผลเพราะสัตว์เหล่านั้นไม่เป็นมะเร็งเลย
ฟิบิเจอร์พบว่าสัตว์จะเกิดมะเร็งได้จากพยาธิขนาดเล็กชนิดหนึ่ง จากการที่เขาค้นพบว่าหนูสามตัวที่อยู่ในห้องทดลองเป็นเนื้องอกที่กระเพาะ และที่กลางเนื้องอกนั้นเขาพบพยาธิตัวหนอนในวงศ์สไปรอพเทอรา เขาได้ให้หนูที่มีสุขภาพดีกินเนื้องอกที่เอามาจากหนูที่ป่วยซึ่งมีพยาธิหรือไข่ของมัน แต่การทดลองไม่ได้ผลคือหนูไม่ป่วยเป็นมะเร็ง เขาจึงคิดว่าน่าจะมีวัฏจักรที่เกิดในตัวสัตว์อีกชนิดหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นที่ฟักตัวชั่วคราว
ต่อมาเขาได้พบว่าหนูโรงงานแห่งหนึ่งเป็นเนื้องอกและในเนื้องอกนั้นก็มีพยาธิชนิดเดียวกับที่เขาพบเมื่อปี ค.ศ. 1907 ในโรงงานห่งนั้นมีแมลงสาบเป็นจำนวนมากและพยาธิชนิดนั้นอาศัยแมลงสาบเป็นที่ฟักตัว โดยเริ่มจากแมลงสาบกินสิ่งขับถ่ายของหนูที่มีไข่พยาธิเข้าไป ไข่กลายเป็นตัวอ่อนในทางเดินอาหาร และตัวอ่อนก็เข้าไปอยู่ในกล้ามเนื้อโดยสร้างเกราะหุ้มตัวอยู่ เมื่อหนูกินแมลงสาบเข้าไป ตัวอ่อนของพยาธิก็จะเจริญเติบโตเป็นตัวแก่อยู่ในกระเพาะของหนู เมื่อหนูกินแมลงสาบที่มีตัวอ่อนนี้เข้าไป สามารถทำให้เกิดเนื้องอกมะเร็งในหนูได้ นับเป็นครั้งแรกที่ค้นพบเชื้อพยาธิสไปรอพเทอรา คาร์ซิดมา สามารถเปลี่ยนเซลล์ปกติให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ในการทดลอง จากการค้นพบของฟิบิเจอร์นั้นเอง นับเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญในการค้นคว้าวิจัยสิ่งต่างๆที่ก่อให้เกิดมะเร็งของนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อๆมา
โจฮานเนส แอนเดรียส กริบ ฟิบิเจอร์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 30 มกราคม ปี ค.ศ. 1928 ด้วยโรคหัวใจและมะเร็งในลำไส้ใหญ่ เมื่อมีอายุได้ 61 ปี
Johann Gutenberg:โยฮาน กูเตนเบิร์ก
Johann Gutenberg
โยฮาน กูเตนเบิร์ก
----------------------------------
นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้าสู่ทวีปยุโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ. 1455
โยฮาน กูเตนเบิร์ก
----------------------------------
นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ในศตวรรษที่ 15 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ตัวเรียงพิมพ์ด้วยโลหะและเป็นคนแรกที่นำการพิมพ์หนังสือเข้าสู่ทวีปยุโรป หนังสือเล่มแรกของเขาคือหนังสือพระคัมภีร์ภาษาลาติน พิมพ์ในราวปี ค.ศ. 1455
Subscribe to:
Posts (Atom)






