Wednesday, January 12, 2011

George Simon Ohm:ยอร์ช ไซมอน โอห์ม

George Simon Ohm


ยอร์ช ไซมอน โอห์ม





-----------------------------------------------------------------



บุคคลสำคัญของโลคนนี้ เป็นนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันที่ต้องพบกับความยากลำบากเกี่ยวกับการศึกษาในวัยเยาว์อันเนื่องมาจากความยากจน แม้เมื่อเขาได้ค้นพบผลงานอันมีค่าแล้ว ก็ยังมีบางคนไม่เข้าใจ จนเขาได้รับการวิจารณ์อย่างรุนแรง และถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่งครูที่เขาสอนอยู่ จนว่างงานไปถึง 6 ปี



ยอร์ช ไซมอน โอห์ม เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ปี ค.ศ. 1787 ที่แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน บิดาเขาเป็นนายช่างกล ที่ให้การสนับสนุนให้ลูกชายได้รับการศึกษาอย่างดี แม้จะมีฐานะยากจน เมื่อเขาจบการศึกษาแล้วก็ทำงานเป็นครูสอนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง โดยสอนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์



ในสมัยนั้น นักวิทยาศาสตร์ชื่อฟอเรย์ ได้ค้นพบการไหลของความร้อน ซึ่งโอห์มสนใจมาก เขาจึงนำเอาความคิดนี้มาทดลองกับกระแสไฟฟ้าดู โดยใช้เส้นลวดที่มีขนาดต่างๆกัน การทดลองนี้ทำให้โอห์มพบว่า “ปริมาณกระแสไฟฟ้าจะแปรเปลี่ยนค่าโดยทางกลับกัน กับความยาวของสายไฟ และจะแปรเปลี่ยนไปในทางตรงกันกับพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ”



โดยหลักการนี้เอง โอห์ม จึงสามารถหาค่าของความต้านทานได้โดยตั้งกฎที่เป็นที่มาของกฎของโอห์มว่า “การไหลของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำ ย่อมเป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคโดยกลับกันกับความต้านทาน”



โอห์มได้ประกาศความคิดเห็นนี้ในปี ค.ศ. 1827 แต่ผลงานของเขาไม่เป็นที่สนใจในประเทศเยอรมันนัก ซ้ำถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง แต่ในประเทศอังกฤษเขาได้รับการยกย่องมาก จนได้รับเหรียญคอพเลย์ในปี ค.ศ. 1841



จากเกียรติที่โอห์มได้รับในต่างแดน ทำให้รัฐบาลเยอรมันเริ่มเห็นคุณค่า และมอบตำแหน่งศาสตราจารย์ให้เขาและยังใช้ชื่อของเขาเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้าคือ โอห์ม ด้วย โดยมีความหมายว่า “กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านตัวนำภายใต้ความต่างศักย์ 1 โวลต์ ค่าของตัวนำนั้นมีความต้านทาน 1 โอห์ม”



โอห์มถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1854 รวมอายุได้ 67 ปี

George Stephenson:ยอร์ช สตีเฟนสัน

George Stephenson


ยอร์ช สตีเฟนสัน







---------------------------------------------------------------------------


บุคคลสำคัญท่านนี้เป็นวิศวกรชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้นำคนหนึ่งในการคิดค้น และปรับปรุงเครื่องจักรไอน้ำ สำหรับรถไฟ จนใช้งานได้ดี งานประดิษฐ์ของเขาเรียกได้ว่าสานต่อจากงานของ ริชาร์ด ทรีวิธิค ที่ได้เริ่มไว้เมื่อปี ค.ศ. 1804 ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น



ยอร์ช สตีเฟนสัน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1781 ที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ บิดาของเขาทำงานในเหมืองถ่านหิน ทำหน้าที่ดูแลเครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งสูบน้ำจากเหมือง ในวัยเด็กเขาไม่เคยได้ไปโรงเรียน ได้แต่ทำงานในไร่ถอนหัวผักกาด



เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาเริ่มให้ความสนใจและหลงใหลเครื่องสูบน้ำมาก และได้ทำงานเป็นผู้ช่วยของบิดาเมื่ออายุ 14 ปี ในระหว่างนั้นเขาได้ใช้เวลาว่างถอดเครื่องยนต์และเครื่องจักรไอน้ำออกเป็นชิ้นๆ และศึกษาชิ้นส่วนเหล่านั้นและทำเป็นแบบจำลองขึ้น



เขาเรียนการอ่านด้วยตนเองและจะอ่านทุกสิ่งที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องเครื่องจักรจากผลงานการประดิษฐ์ของทรีวิธิค ทำให้สตีเฟนสันมีความตั้งใจที่จะออกแบบเครื่องจักรไอน้ำที่ใช้กับรถไฟให้ดียิ่งขึ้นให้มีขนาดเล็กลง ลดเสียงให้ดังน้อยลง และแล่นให้เร็วยิ่งขึ้น



เมื่อมีอายุได้ 33 ปี เขาก็ผลิตยานพาหนะลำแรก โดยลดเสียงเครื่องยนต์ให้ดังน้อยลง โดยการต่อท่อนำไอน้ำจากลูกสูบของเครื่องไปยังกรวย และพบว่าท่อและกรวยนี้ช่วยเพิ่มการดูดลมผ่านเตาเผาของเครื่องจักร ทำให้เครื่องจักรของเขามีกำลังมากกว่าเครื่องจักรของทรีวิธิค และแล่นได้เร็วขึ้นราว 35 ไมล์ต่อชั่วโมงและได้รับการยอมรับโดยเจ้าของเหมืองถ่านหินหลายรายตกลงใจที่จะใช้เครื่องจักรของเขาในการขนส่งถ่านหิน



สตีเฟนสันให้ชื่อรถไฟที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำของเขาว่า “ร็อกเก็ต” ผลงานของสตีเฟนสันได้ชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้น และบุกเบิกเกี่ยวกับรถไฟเป็นครั้งแรก การริเริ่มของเขาได้รับการปรับปรุงและสานต่อจากวิศวกรรุ่นต่อๆมาให้รถไฟมีประสิทธิภาพดีขึ้น แล่นได้เร็วขึ้นและทันสมัยยิ่งขึ้น จนทุกวันนี้ขบวนรถไฟด่วนสามารถแล่นได้ความเร็วกว่า 125 ไมล์ต่อชั่วโมง



ยอร์ช สตีเฟนสัน ถึงแก่กรรม ในปี ค.ศ. 1848

Gottlieb Daimler:ก๊อทท์ลีบ เดมเลอร์

Gottlieb Daimler

ก๊อทท์ลีบ เดมเลอร์







-----------------------------------------------------------



บุคคลที่จะนำเสนอท่านต่อไปคือ ก๊อทท์ลีบ เดมเลอร์ เป็นวิศวกรผู้คิดประดิษฐ์รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แทนการใช้ม้าเทียมได้เป็นครั้งแรก นับเป็นการปฏิวัติทางการขนส่งครั้งใหญ่ที่สุดของโลก



เดมเลอร์เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1834 ที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในเวิดเทมเบอร์ ประเทศเยอรมัน บิดาเป็นคนทำขนมปัง ส่วนมารดาเป็นบุตรีเจ้าของร้านขายเครื่องเหล็ก เขาเป็นลูกคนที่สองในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 4 คนซึ่งเป็นผู้ชายล้วน ในปี ค.ศ. 1848



เมื่อเขามีอายุได้ 14 ปี ก็เกิดการจราจลและปฏิวัติทั่วประเทศ บิดาของเดมเลอร์จึงให้ลูกชายทำงานทางด้านการผลิตปืนแทนที่จะทำงานราชการตามที่เดมเลอร์เคยใฝ่ฝันไว้ว่าจะทำ แต่อาชีพนี้ก็เป็นที่พอใจของเขา



ต่อมาเมื่ออายุได้ 19 ปี เดมเลอร์ตัดสินใจที่จะไปฝึกเป็นวิศวกรโดยเข้าทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในเใมืองสตราสเบอร์ก และเข้าเรียนทางด้านวิศวกรรมในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาวิธีการทำงานของวิศวกรในประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม เมื่อเดินทางกลับประเทศเยอรมัน เดมเลอร์ก็ได้ร่วมงานกับบริษัทชื่อออตโตและแลงเกน ซึ่งขณะนั้นบริษัทแห่งนี้กำลังสร้างเครื่องยนต์ระบบใหม่ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของเครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้ภายใน



เดมเลอร์ได้ร่วมสร้างเครื่องยนต์แบบใหม่นี้กับออตโตเจ้าของบริษัท แต่เกิดการขัดแย้งกันขึ้นจนต้องออจากงาน ต่อมาเดมเลอร์ตัดสินใจที่จะตั้งโรงงานประกอบเครื่องยนต์ขึ้นเอง จนในปี ค.ศ. 1884 เดมเลอร์ก็ผลิตเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันขนาดเล็กพอที่จะนำไปใช้กับยานยนต์และมีประสิทธิภาพได้เป็นเครื่องแรก และทดลองใส่กับรถจักรยานยนต์ ซึ่งเครื่องยนต์ก็ทำงานได้ดี



หลังจากนั้นเดมเลอร์ก็ได้ทำการปรับปรุงเครื่องยนต์ และออกแบบเครื่องยนต์ซึ่งจะใช้กับเครื่องยนต์นี้จนสามารถประดิษฐ์เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก รถยนต์ของเขาขับขี่ได้อย่างคล่องแคล่ว วิ่งเรียบและใช้งานได้ดี จนเดมเลอร์กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป



เดมเลอร์ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1900 เมื่อเขาอายุได้ 66 ปี บริษัทเดมเลอร์ของเขาก็ยังดำเนินกิจการและเป็นรถที่มีชื่อเสียงอยู่ในอันดับแนวหน้าของโลกตราบเท่าทุกวันนี้

Thursday, December 9, 2010

Gregor Mendel:เกรกอร์ เมนเดล

Gregor Mendel


เกรกอร์ เมนเดล







------------------------------------------------------------------------



อะไรทำให้คนเรามีผมสีแดง ตาสีฟ้าหรือจมูกสีขาว บัดนี้เรารู้แล้วว่าหน่วยถ่ายพันธุ์ของเราทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ในทุกๆเซลล์ของร่างกายของเราถ้ามีหน่วยถ่ายพันธุ์ ซึ่งทำให้เราเป็นดังที่เราเป็นอยู่ การศึกษาเรื่องหน่วยถ่ายพันธุ์เหล่านี้และอิทธิพลของพวกมันที่มีต่อบุคลิกลักษณะของเราเรียกว่า วิชาว่าด้วยการถ่ายพันธุ์ และบิดาแห่งวิชานี้คือ เกรเกอร์ เมนเดล



เกรเกอร์ โยฮัน เมนเดล เกิดในปี ค.ศ. 1822 ที่ไฮน์เซนดรอฟ ประเทศออสเตรีย เป็นบุตรชายคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของชาวนายากจนชาวโบฮีเมียน เขาได้รับการศึกษาเพราะการช่วยเหลือจากเงินของพี่สาว พอเงินหมด เขาจึงต้องบวชเพื่อให้ได้ศึกษาต่อ ในปี 1847 โดยรับหน้าที่รับผิดชอบดูแลสวน และพืชพันธุ์ไม้ของวัด อันเป็นแรงดลใจในการค้นคว้าของเขาอย่างยิ่ง



ในปี 1852 เจ้าอาวาสของวัดได้ส่งบาทหลวงเกรเกอร์ไปศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเวียนนา และได้รับปริญญาทางด้านธรรมชาติวิทยา ในปี 1854 และเข้าสอนเป็นครูผู้ช่วยที่ดี แต่ก็ไม่สอบผ่านในการที่จะเป็นครูโดยเต็มตัว



บาทหลวงเกรเกอร์เผชิญกับความพลาดหวังอย่างอดทนเป็นเวลาถึง 20 ปี ที่เขายังคงสอนหนังสือในฐานะครูผู้ช่วยและเพื่อชดเชยกับความผิดหวัง เขาจึงได้ทุ่มเทเวลาว่างทั้งหมดโดยทำงานในสวนของวัด ที่นั่นมีพืชพันธุ์ไม้มากมาย แต่ละชนิดแตกต่างกันไปหลายอย่าง ความแตกต่างกันนี้ ทำให้บาทหลวงเกรเกอร์นึกสงสัย เขาจึงผสมพันธุ์ถั่วพันธุ์เดียวกันและต่างพันธุ์ เป็นจำนวนแตกต่างกันถึงยี่สิบสองชนิดของต้นถั่ว เพื่อศึกษาลักษณะทั้งหมด เขาศึกษาเมล็ด ดอก และความสูงที่เติบโตและจากเวลาแปดปีเต็มในการทำงานและการทดลองหลายพันครั้ง บาทหลวงเกรเกอร์พบสามสิ่ง



สิ่งแรก เมื่อผสมพันธุ์ถั่วชนิดต่างกันสองชนิดผลผลิตต่อมาที่ได้เป็นพันธุ์ชนิดเดียว ยกตัวอย่าง ถ้าหากเขาผสมพันธุ์ถั่วเมล็ดสีเหลืองกับชนิดเมล็ดสีแดง มันจะผลิตพันธุ์เมล็ดสีเหลืองออกมา



ต่อไป เมื่อผสมพันธุ์ต่างชนิดกันของผลผลิตรุ่นแรกรุ่นต่อไปจะมีเมล็ดทั้งสองชนิด ต้นที่มีเมล็ดสีเขียวทุกๆต้น จะมีสามต้นที่มีเมล็ดสีเหลือง นี่เป็นเพราะว่าหน่วยถ่ายพันธุ์ที่ผลิตเมล็ด สีเหลืองเป็นหน่วยถ่ายพันธุ์ที่สำคัญคือ โดมิแนนท์ยีน หน่วยถ่ายพันธุ์ที่ผลิตเมล็ดสีเขียวเรียกว่า รีเซสซีพยีน หรือหน่วยถ่ายพันธุ์ตัวรอง



สิ่งที่สาม ถ้าหากเขาผสมพันธุ์ถั่วต่างชนิดกันด้วยถั่วสองชนิด หรือมากกว่านั้นที่มีลักษณะแตกต่างกัน เขาจะค้นพบกฎข้อที่สาม สมมติว่าเขาผสมพันธุ์ถั่วที่มีเมล็ดเรียบสีเหลืองกับพันธุ์ถั่วที่มีเมล็ดหยาบสีเขียว รุ่นแรกเมล็ดเรียบสีเหลืองจะเป็นตัวเด่นในรุ่นต่อไป จะมีอัตราส่วนเมล็ดเรียบสีเหลือง 9ส่วนต่อ 3ส่วน เมล็ดหยาบสีเขียว เมล็ดหยาบสีเหลืองหนึ่งต่อหนึ่งเมล็ดหยาบสีเขียว



เมนเดลทราบว่า การค้นพบของเขาสำคัญมากสำหรับผู้ที่ผสมพันธุ์พืช และสัตว์ เขาได้เขียนเรื่องราวเหล่านี้ ส่งไปยังสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่ง แต่ไม่มีใครสนใจแม้แต่น้อย เมนเดลจึงเลิกล้มความพยายามที่จะตีพิมพ์งานของเขา เขาเก็บรายงานไว้ในห้องสมุดของวัดและทำการทดลองต่อด้วยตนเองอย่างเงียบๆ ในส่วนสำนักสงฆ์ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1884 หลังจากนั้นอีก 16 ปี คือในปี ค.ศ. 1900 นักวิทยาศาสตร์เมนเดล จึงได้ตีพิมพ์เผยแพร่ และก็มีการทดลองค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยอาศัยการค้นพบของเกรเกอร์ เมนเดล ผู้ซึ่งตัวเขาเอง ในสมัยที่มีชีวิตอยู่ไม่เคยได้รับการยกย่องจากสิ่งนั้นเลย

Guglielmo Marconi:กูกิลโม มาร์โคนี

Guglielmo Marconi


กูกิลโม มาร์โคนี









---------------------------------------------------------------------



นักประดิษฐ์ชาวอิตาลี ผู้ได้รับสิทธิบัตรในการค้นคว้าการส่งโทรเลขไร้สายเป็นคนแรกเมื่ออายุเพียง 22 ปี และเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ.1909 และได้รับการยกย่องอย่างสูงจากทั่วโลกในสิ่งประดิษฐ์อันมีประโยชน์ของเขา



กูกิลโม มาร์โคนี เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1874 ที่โบโลนา ประเทศอิตาลี มีบิดาเป็นชาวอิตาลี มารดาเป็นชาวไอริช เขาได้รับแรงดลใจจากการค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคลาร์ค แม๊กซ์เวลล์ และการทดลองการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านเส้นลวดของไฮริช เฮิร์ท นักวิทยาศสตร์ชาวเยอรมัน



หลังการค้นพบของเฮิร์ทไม่นานเด็กหนุ่มชาวอิตาลีชื่อ กูกิลโม มาร์โคนี ซึ่งศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยโบโลนา ในประเทศอิตาลี ได้พบปะกับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งซึ่งเคยทำงานกับเฮิร์ทในเยอรมัน งานของเฮิร์ททำให้มาร์โคนีเกิดจินตนาการ เขาได้สร้างเครื่องรับวิทยุอย่างง่ายๆ ไว้ในห้อง 2 ห้องที่บ้านของบิดา และในไม่ช้าเขาก็สามารถส่งสัญญาณข้ามห้องจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้ เขาพบว่าถ้าเขาสร้างเสาอากาศให้สูงขึ้น เขาจะสามารถส่งสัญญาณของเขาได้ไกลขึ้นด้วย



ในปี ค.ศ. 1895 เมื่อเขาอายุได้ 21 ปี เขาส่งสัญญาณไปไกลถึง 1.5 กิโลเมตร เขาเห็นความสำคัญของการค้นพบนี้ การทดลองต่อต้องการทุนทรัพย์แต่ไม่มีใครสนใจในเรื่องนี้นัก เมื่อเขาไม่ได้รับการสนับสนุนในอิตาลีจึงเดินทางสู่ลอนดอน เมื่อปี ค.ศ. 1896 การไปรษณีย์ของอังกฤษให้ความช่วยเหลือและด้วยการปรับปรุงวิธีการของเฮิร์ทในหลายๆ ด้าน เขาเริ่มสามารถส่งสัญญาณไปไกลๆ ขึ้นในปี ค.ศ. 1899 เขาส่งสัญญาณจากสถานีหนึ่งทางฝั่งด้านใต้ไปยังสถานีในฝรั่งเศส ซึ่งไกลออกไป 50 กิโลเมตร และที่ระยะ 150 กิโลเมตรได้สำเร็จ



เจ้าของเรือเริ่มติดตั้งเครื่องมาร์โคนีในเรือเดินทะเลของเขา หลายคนรู้สึกประทับใจเมื่อเรือที่กำลังเดินทางในกู๊ดวินแซนด์ในทะเลเหนือได้รับการเตือนให้ทราบถึงภัยอันตรายด้วยคลื่นวิทยุจากมาร์โคนี ทำให้เรือกับลูกเรือทุกคนปลอดภัย


กูกิลโม มาร์โคนี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1937

Hippocrates:ฮิปโปเครติส

Hippocrates


ฮิปโปเครติส







------------------------------------------------------------------------



ฮิปโปเครติส ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนายแพทย์คนสำคัญคนแรกในยุคก่อนคริสตกาล เกิดที่เกาะคอส ประเทศกรีก เมื่อประมาณ 460 ปีก่อนคริสตกาล นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์รู้ประวัติของเขาน้อยมาก ทราบแต่เพียงว่าบิดาของเขาก็เป็นแพทย์เช่นกัน ผู้คนในสมัยกรีกโบราณมีความเชื่อมั่นในตัวฮิปโปเครติสมากจนมีคำกล่าวกันว่า เขาถูกเทพเจ้าแห่งแพทย์ของกรีกคือ “อีสคัลเลเปียส” ส่งลงมาเกิด



ฮิปโปเครติส เริ่มงานแพทย์ของเขาที่กรุงเอเธนส์ โดยเดินทางไปรักษาคนไข้ในที่ต่างๆเขาไม่เชื่อเรื่องเวทมนต์และไม่เคยใช้เครื่องลางหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาคนไข้ ที่มักจะทำกันในสมัยนั้น แต่จะทำการรักษาคนไข้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์เท่าที่จะทำได้ เขาจะเขียนอธิบายอาการของผู้ป่วยและวิธีการรักษาไว้อย่างละเอียด และเป็นคนแรกที่คิดว่าการศึกษาเกี่ยวกับเชื้อโรคจะต้องมีวิชาวิทยาศาสตร์เป็นรากฐาน และจากหลักฐานและข้อเขียนเหล่านี้ทำให้เราทราบว่าเขามีความละเอียดถี่ถ้วนและมีความชำนาญทางด้านการแพทย์มาก มีมาตรฐานในการทำงานสูง เขาจะอุทิศชีวิตของเขาในการรักษา จนได้ชื่อว่า “บิดาแห่งวิชาแพทย์”



ฮิปโปเครติส ถึงแก่กรรมขณะมีอายุเกือบถึง 100 ปี

Tuesday, December 7, 2010

Isaac Newton:เซอร์ ไอแซค นิวตัน

Isaac Newton


เซอร์ ไอแซค นิวตัน







--------------------------------------------------------------------------------



นักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อในเรื่องโหราศาสตร์ และเชื่อในเรื่องทฤษฎีที่ว่าดวงอาทิตย์มีอิทธิพลต่อดวงชะตาของคน และชอบศึกษาเกี่ยวกับการเล่นแร่แปรธาตุที่เราทราบกันว่าเป็นเรื่องไร้สาระ นักวิทยาศาสตร์คนเดียวกันนี้เองที่ค้นพบกฎของของแรงโน้มถ่วง และพัฒนาคณิตศาสตร์แขนงใหม่คือ “แคลคูลัส” ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อวิทยาศาสตร์แขนงใหม่ทุกแขนง



เซอร์ ไอแซค นิวตัน เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 1642 ที่ลินคอล์นเชียร์ ประเทศอังกฤษ ในสมัยที่เป็นเด็กไม่ค่อยสนใจต่อการเรียนนัก ชอบทางด้านเครื่องกล แต่พออายุ 15 ปี เขากลับเอาใจใส่ต่อการเรียนมากขึ้น แต่พอบิดาของเขาถึงแก่กรรมลง มารดาก็ตั้งใจที่จะให้เขาทำงานในฟาร์มเหมือนกับบิดา แต่เขาไม่ชอบ



ไอแซค นิวตัน เป็นคนไม่ชอบเพื่อน ฉะนั้นเขาจึงมีเวลามากพอที่จะหมกมุ่นกับตำราเป็นส่วนใหญ่ เขาเริ่มคิดประดิษฐ์สิ่งแปลกๆใหม่ๆเป็นต้นว่า โรงสีลมเล็กๆซึ่งใช้กำลังงานจากกระแสลมทำให้เครื่องจักรหมุน และสร้างนาฬิกาน้ำโดยให้หยดลงมาในถังแล้วสังเกตระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นมา



พอนิวตันจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เมื่อปี 1665 เขาทำงานเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยนี้ พอเกิดโรคระบาดมหาวิทยาลัยจึงต้องปิดชั่วคราว นิวตันจึงกลับไปทำงานส่วนตัวที่บ้าน ในช่วงเวลานั้นเป็นระยะที่เขาได้ความคิดเกี่ยวกับงานสำคัญของเขาในเวลาต่อมาหลายเรื่อง เมื่อเขาทำงานเงียบๆด้วยตังเอง คิดถึงสิ่งต่างๆที่เขาสังเกตและสามารถเห็นเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งคนอื่นเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เช่น การสังเกตการหล่นของแอปเปิล ที่ทำให้เขาได้ความคิดเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นแรงดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกและเป็นแรงที่ทำให้โลก ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และดาวต่างๆอยู่ในระบบสุริยะ คนทั่วไปมองเห็นสีของรุ้งกินน้ำในท้องฟ้า แสงที่เราเห็นว่าไม่มีสีหรือที่เรียกว่า มีสีขาวเกิด จากสีรุ้งนั้นเอง



นิวตันเป็นคนที่อ่อนไหว เขาไม่ชอบการขัดแย้งกันและมักจะโกรธต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เขาไม่ได้ตีพิมพ์เรื่องแรงโน้มถ่วงเป็นเวลาหลายปี ในระหว่างนั้นเขาได้ศึกษาวิธีที่ สร้างกล้องโทรทรรศน์ และเมื่อเขากลับไปที่ เคมบริดจ์ เขาได้สร้างกล้องโทรทรรศน์แบบใหม่มีตัวสะท้อนแสง กล้องโทรทรรศน์นี้ ทำให้เขามีชื่อเสียงและได้รับเชิญให้เข้าร่วมราชสมาคมซึ่งเป็นสมาคมชั้นนำของนักวิททยาศาสตร์ในประเทศอังกฤษ แต่โรเบิร์ต ฮุค ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสมาคมได้วิจารณ์ความคิดของเขาเกี่ยวกับธรรมชาติของแสง นิวตันและฮุค จึงไม่เคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเลย



นิวตัน ยังมีสิ่งที่อยู่ในความสนใจนอกเหนือไปจากวิทยาศาสตร์ เขาได้เป็นสมาชิกรัฐสภาในช่วงเวลาสั้นๆ จากนั้นในปี 1699 เขาได้เป็นหัวหน้ากองกษาปณ์ ของราชสำนัก ซึ่งผลิตเหรียญที่ใช้กันในประเทศ



ถึงแม้เขาจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ แต่เขาก็มีความคิดบางอย่างที่แปลกประหลาด เช่น เขาเชื่อในเรื่องโหราศาสตร์ เชื่อในเรื่องทฤษฎี ที่ว่าดวงดาวมีอิทธิพลต่อโชคชะตาของคน เขาได้ศึกษาเกี่ยวกับการเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถเปลี่ยนโลหะ เช่น ทองแดงเป็นทองคำได้ในสมัยนิวตันผู้คนมีความเชื่อกันเช่นนี้มากซึ่งปัจจุบัน เราทราบว่าเป็นเรื่องไร้สาระ



ไอแซค นิวตัน เป็นบุคคล ที่มุ่งทำประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าชีวิตของตนเอง เขามีความสูขอยู่กับการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และการคำนวณภายในห้องทดลองของเขายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เขาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็น “เซอร์” เมื่อมีอายุ 60 ปีแล้ว



เซอร์ไอแซค นิวตัน ถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 84 ปี และถูกฝังในสุสานวิหารเวสมินสเตอร์ ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นอนุสาวรีย์ของเขาตั้งอยู่ แม้ว่าทุกคนจะระลึกถึงเขาว่าเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง แต่ตัวเขาเคยพูดว่า “ฉันมองได้ไกลกว่าคนส่วนใหญ่ก็เพราะฉันยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์”