Wednesday, July 27, 2011

Etienne-Joseph Montgolfier เอเตียนและโจเซฟ มองต์โกลฟิเย

Etienne-Joseph Montgolfier
(เอเตียนและโจเซฟ มองต์โกลฟิเย)



-----------------------------------------------------------

ผู้ที่ทำให้ความฝันของมนุษย์ในการบินขึ้นไปบนท้องฟ้าสำเร็จเป็นพวกแรก โดยอาศัยยานพาหนะที่เรียกว่าบัลลูนก็คือ พี่น้องตระกูลมองต์โกลฟิเยนั่นเอง   เอเตียนและโจเซฟ มองต์โกลฟิเย Etienne-Joseph Montgolfier สองพี่น้องชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์ลูกบัลลูนขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1783 ทั้งคู่ใช้ลมร้อนหรือไอร้อน โดยใช้หม้อไฟผูกเข้าข้างใต้ลูกบัลลูนไอร้อนซึ่งเบากว่าอากาศจะดันลูกบัลลูนให้ลอยขึ้นไป มันลอยไปได้ราว 1 ไมล์กว่าก่อนจะตกลงสู่พื้น นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของมนุษย์ก่อนที่จะมีการดัดแปลงไปเป็นพาหนะอย่างอื่นๆเช่น เครื่องร่อนจนมาถึงเครื่องบินในที่สุด

Wednesday, February 2, 2011

Evangelista Torricelli:อีวานเจอลิสตา ทอริเชลลิ

Evangelista Torricelli


อีวานเจอลิสตา ทอริเชลลิ







---------------------------

บุคคลสำคัญของโลกผู้นี้ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียน เกิดเมื่อ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1608 ที่เมืองฟาแอนซา (เมืองที่อยู่ในเขตการปกครองของพระสันตะปาปา) ประเทศอิตาลี



ทอริเซลลิเป็นเด็กกำพร้าบิดาตั้งแต่ตอนเยาว์วัย แต่ได้อยู่ในความความดูแลของลุงซึ่งเป็นพระในนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นผู้ส่งเสียให้เขาเข้าศึกษาในวิทยาลัยของทางศาสนาแห่งหนึ่ง เมื่อปี ค.ศ. 1624 โดยศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์และปรัชญาจนถึงปี ค.ศ. 1626



ต่อมาทอริเซลลิก็ได้ถูกส่งไปที่กรุงโรมเมื่อค.ศ. 1627 เพื่อศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์ เบเนเนตโต คาสเตลลี ศาสตราจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์แห่งวิทยาลัยคอลลีจีโอ เดลลา ซาเปียนซา เมืองปิซา



เมื่อกาลิเลโอถูกประหารชีวิตเมื่อ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 ทอริเซลลิก็ได้รับเชิญให้เป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปีซาแทนกาลิเลโอ



คุณูปการสำคัญที่ทอริเซลลิมีต่อโลก คือเป็นผู้พิสูจน์ให้เห็นว่าอากาศมีน้ำหนักและมีแรงขับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก



ทอริเซลลิถึงแก่กรรมเมื่อ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1647 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี หลังจากที่ติดเชื้อไข้ไทยฟอยด์ได้ไม่กี่วัน ศพของเขาถูกฟังไว้ที่เมืองซานโลเรนโซ

Galileo:กาลิเลโอ

Galileo

กาลิเลโอ







---------------------------------------


บุคคลสำคัญของโลกคนต่อไป คือ กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์และนาฬิกาลูกตุ้มเป็นคนแรก เขาเป็นผู้คัดค้านทฤษฎีของอริสโตเติลที่ว่า วัตถุหนักจะตกเร็วกว่าวัตถุที่เบากว่า และหักล้างทฤษฎีของอริสโตเติลที่กล่าวว่า ดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก ความเชื่อของกาลิเลโอ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นความคิดที่ขัดต่อศาสนา จนถูกจับไปทรมาน และถูกบังคับให้แสดงให้สาธารณชนเห็นว่าคำกล่าวของเขานั้นผิด เขาโชคร้ายที่มีชีวิตอยู่ในช่วงที่ประชาชนมีความหวาดกลัวต่อความคิดใหม่ๆ แต่สำหรับในปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก



กาลิเลโอ กาลิเลอิ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี บิดาของเขาเชี่ยวชาญในทางคณิตศาสตร์ และการดนตรีมาก หลังจากกาลิเลโอเกิดไม่กี่ปี ครอบครัวของเขาก็ย้ายภูมิลำเนาจากเมืองปิซา ไปอยู่เมืองฟลอเรนซ์ ตลอดเวลาที่เรียนกาลิเลโอก็ได้แสดงให้เห็นว่ามีความเฉลียวฉลาดพอที่จะเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ สมตามที่บิดาของเขามุ่งหวังไว้ได้



กาลิเลโอสนใจวิชาการแพทย์น้อย ที่เรียนก็ด้วยความจำใจและเบื่อหน่าย แต่เมื่อถึงคราวเรียบนวิชาวิทยาศาสตร์เขาจะตื่นเต้นและเรียนได้อย่างสนุก



วันหนึ่งขณะที่กาลิเลโอ นั่งอยู่ในโบสถ์ของเมืองปิซา เขาได้สังเกตการแกว่งของตะเกียงที่ห้อยลงมาจากเพดานโบสถ์ เขาพบว่าการแกว่งของตะเกียงแต่ละครั้งมีระยะวงกว้งไม่เท่ากัน วงที่แกว่งกว้างน่าจะกินเวลานานกว่า กาลิเลโอคิดอย่างนี้ แต่เพื่อให้แน่ใจ เขาลองจับชีพจรของเขาเพื่อทดสอบเวลาการแกว่งของตะเกียง ผลปรากฏว่าการแกว่งทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นวงกว้างหรือวงแคบใช้เวลาเท่ากันทุกครั้ง กาลิเลโอกลับไปทำการทดลองที่บ้านอีก จากผลงานชื้นนี้เอง เขาได้ตั้งกฎเกี่ยวกับการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกาขึ้น และเขายังได้ใช้กฎนี้ประยุกต์ทำเครื่องจับเวลาขึ้นมาด้วย



อริสโตเติลได้บอกว่า วัตถุหนักจะตกเร็วกว่าวัตถุที่เบากว่า และทุกคนตั้งแต่สมัยของอริสโตเติลก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น น้อยคนนักที่จะกล้าสงสัยหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่อริสโตเติลได้เขียนเอาไว้ แต่กาลิเลโอพูดว่า ถ้าขึ้นไปบนหอเอนเมืองปิซา แล้วทิ้งวัตถุ 2 ชิ้นลงมา ชิ้นหนึ่งหนักกว่าอีกชิ้นหนึ่ง วัตถุทั้ง 2 จะตกถึงพื้นพร้อมกัน เพราะวัตถุทั้ง 2 ตกด้วยความเร็วที่เท่ากัน ประชาชนในเมืองปิซาโกรธแค้นกาลิเลโอมากที่เขากล้ามีความคิดค้านอริสโตเติล และประชาชนในยุคนั้นก็ไม่ชอบที่จะให้มีการพิสูจน์ว่าความเชื่อถือของตนนั้นผิด ใน ค.ศ. 1592 เขาต้องถูกขับออกจากมหาวิทยาลัย และประชาชนเสื่อมความนิยมลงไปมาก ปีเดียวกันนี้กาลิเลโอไปอยู่มหาวิทยาลัยปาดัว(Padua) และทำการสอนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้นานถึง 18 ปี



ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1610 กาลิเลโอได้ค้นพบสิ่งที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง คือค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัส 4 ดวง ด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่เขาสร้างขึ้นเอง ในสมัยนั้นประชาชนเชื่อตามอริสโตเติลว่า ทุกสิ่งทุกอย่างหมุนรอบโลกและความเชื่อเช่นนี้ยังเชื่อถือกันสืบต่อมา หลังจากยุคของโคเปอร์นิคัสมาอีกราว 60 ปี ทั้งๆที่โคเปอร์นิคัส ได้พรรณนาให้ทราบแล้วว่าดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจรรอบดวงอาทิตย์ การค้นพบของกาลิเลโอ แสดงให้เห็นว่า ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสนั้นโคจรรอบดาวพฤหัส เช่นเดียวกับที่โคเปอร์นิคัสกล่าวว่า ดวงจันทร์ของโลกโคจรรอบโลก นี่เป็นความเห็นที่ตรงกันของโคเปอร์นิคัส และกาลิเลโอ



ในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต กาลิเลโอเก็บตัวเงียบ เหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก แต่เขายังคงสอนสานุศิษย์ของเขาอยู่เหมือนเดิม ว่างการสอนก็วิเคราะห์วิจัย และสร้างเครื่องมือใหม่ๆ และแต่งตำราที่ใหญ่ยิ่งในชีวิตของเขาว่าด้วยการเคลื่อนที่และเครื่องกล



กาลิเลโอถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 ขณะมีอายุได้ 78 ปี

George Richards Minot:จอร์จ ริชาร์ด มินอท

George Richards Minot


จอร์จ ริชาร์ด มินอท



บุคคลสำคัญของโลกท่านต่อไป คือ จอร์จ ริชาร์ด มินอท เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1885 ที่เมืองบอสตัน รัสแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา จอร์ชเรียนจบทางด้านการแพทย์จนได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตในปี ค.ศ. 1912 และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์ เมื่อปี ค.ศ. 1928




สมัยที่จอร์จ มินอท เรียนแพทย์อยู่นั้น เขาสนใจในเรื่องความผิดปกติของโลหิต และได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับมะเร็งในเม็ดเลือด ความผิดปกติของเซลล์น้ำหนอง โรคอันเกิดจากเม็ดเลือดแดงมีมากกว่าปกติ โรคขาดสารอาหารที่ทำให้เกิดโรคประสาทและโรคเลือด รวมทั้งการถ่ายเลือด และได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับการที่เลือดไหลไม่หยุดเนื่องจากการป่วยด้วยโรคโลหิตจางเป็นเวลานานๆและยังได้ศึกษาลักษณะของเลือดในผู้ป่วย อันเกิดจากมลพิษทางอุตสาหกรรม แต่งานที่เขาให้ความสนใจมากที่สุดก็คือการวิจัยโรคโลหิตจาง



จอร์จเริ่มศึกษาเกี่ยวกับโรคโลหิตจางเมื่อปี ค.ศ. 1918 โดยร่วมทำงานกับวิลเลียม พี. เมอร์ฟีย์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานของ จอร์ช ฮอยต์ วิปเปิล ที่วิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรคโลหิตจางในสุนัข และในปี ค.ศ. 1926 เขากับเมอร์ฟีย์ได้แสดงวิธีการรักษาโรคโลหิตจางชนิดร้ายแรงด้วยตับอย่างได้ผลดี และได้พิมพ์ผลงานชิ้นแรกในปี ค.ศ. 1926 ชื่อ “การรักษาโรคโลหิตจางชนิดร้ายแรงโดยการให้อาหารเป็นพิเศษ” (คือการให้คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคโลหิตจางรับประทานตับ) ซึ่งทำให้คนทั้งสามคนได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1934



จอร์จ ริชาร์ด มินอท ถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ. 1950 ขณะมีอายุได้ 65 ปี

Wednesday, January 12, 2011

George Simon Ohm:ยอร์ช ไซมอน โอห์ม

George Simon Ohm


ยอร์ช ไซมอน โอห์ม





-----------------------------------------------------------------



บุคคลสำคัญของโลคนนี้ เป็นนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันที่ต้องพบกับความยากลำบากเกี่ยวกับการศึกษาในวัยเยาว์อันเนื่องมาจากความยากจน แม้เมื่อเขาได้ค้นพบผลงานอันมีค่าแล้ว ก็ยังมีบางคนไม่เข้าใจ จนเขาได้รับการวิจารณ์อย่างรุนแรง และถูกบังคับให้ออกจากตำแหน่งครูที่เขาสอนอยู่ จนว่างงานไปถึง 6 ปี



ยอร์ช ไซมอน โอห์ม เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ปี ค.ศ. 1787 ที่แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน บิดาเขาเป็นนายช่างกล ที่ให้การสนับสนุนให้ลูกชายได้รับการศึกษาอย่างดี แม้จะมีฐานะยากจน เมื่อเขาจบการศึกษาแล้วก็ทำงานเป็นครูสอนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง โดยสอนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์



ในสมัยนั้น นักวิทยาศาสตร์ชื่อฟอเรย์ ได้ค้นพบการไหลของความร้อน ซึ่งโอห์มสนใจมาก เขาจึงนำเอาความคิดนี้มาทดลองกับกระแสไฟฟ้าดู โดยใช้เส้นลวดที่มีขนาดต่างๆกัน การทดลองนี้ทำให้โอห์มพบว่า “ปริมาณกระแสไฟฟ้าจะแปรเปลี่ยนค่าโดยทางกลับกัน กับความยาวของสายไฟ และจะแปรเปลี่ยนไปในทางตรงกันกับพื้นที่หน้าตัดของสายไฟ”



โดยหลักการนี้เอง โอห์ม จึงสามารถหาค่าของความต้านทานได้โดยตั้งกฎที่เป็นที่มาของกฎของโอห์มว่า “การไหลของกระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวนำ ย่อมเป็นปฏิภาคโดยตรงกับความต่างศักย์ และเป็นปฏิภาคโดยกลับกันกับความต้านทาน”



โอห์มได้ประกาศความคิดเห็นนี้ในปี ค.ศ. 1827 แต่ผลงานของเขาไม่เป็นที่สนใจในประเทศเยอรมันนัก ซ้ำถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง แต่ในประเทศอังกฤษเขาได้รับการยกย่องมาก จนได้รับเหรียญคอพเลย์ในปี ค.ศ. 1841



จากเกียรติที่โอห์มได้รับในต่างแดน ทำให้รัฐบาลเยอรมันเริ่มเห็นคุณค่า และมอบตำแหน่งศาสตราจารย์ให้เขาและยังใช้ชื่อของเขาเป็นหน่วยวัดความต้านทานไฟฟ้าคือ โอห์ม ด้วย โดยมีความหมายว่า “กระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์ ไหลผ่านตัวนำภายใต้ความต่างศักย์ 1 โวลต์ ค่าของตัวนำนั้นมีความต้านทาน 1 โอห์ม”



โอห์มถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1854 รวมอายุได้ 67 ปี

George Stephenson:ยอร์ช สตีเฟนสัน

George Stephenson


ยอร์ช สตีเฟนสัน







---------------------------------------------------------------------------


บุคคลสำคัญท่านนี้เป็นวิศวกรชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้นำคนหนึ่งในการคิดค้น และปรับปรุงเครื่องจักรไอน้ำ สำหรับรถไฟ จนใช้งานได้ดี งานประดิษฐ์ของเขาเรียกได้ว่าสานต่อจากงานของ ริชาร์ด ทรีวิธิค ที่ได้เริ่มไว้เมื่อปี ค.ศ. 1804 ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น



ยอร์ช สตีเฟนสัน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1781 ที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ บิดาของเขาทำงานในเหมืองถ่านหิน ทำหน้าที่ดูแลเครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งสูบน้ำจากเหมือง ในวัยเด็กเขาไม่เคยได้ไปโรงเรียน ได้แต่ทำงานในไร่ถอนหัวผักกาด



เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาเริ่มให้ความสนใจและหลงใหลเครื่องสูบน้ำมาก และได้ทำงานเป็นผู้ช่วยของบิดาเมื่ออายุ 14 ปี ในระหว่างนั้นเขาได้ใช้เวลาว่างถอดเครื่องยนต์และเครื่องจักรไอน้ำออกเป็นชิ้นๆ และศึกษาชิ้นส่วนเหล่านั้นและทำเป็นแบบจำลองขึ้น



เขาเรียนการอ่านด้วยตนเองและจะอ่านทุกสิ่งที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องเครื่องจักรจากผลงานการประดิษฐ์ของทรีวิธิค ทำให้สตีเฟนสันมีความตั้งใจที่จะออกแบบเครื่องจักรไอน้ำที่ใช้กับรถไฟให้ดียิ่งขึ้นให้มีขนาดเล็กลง ลดเสียงให้ดังน้อยลง และแล่นให้เร็วยิ่งขึ้น



เมื่อมีอายุได้ 33 ปี เขาก็ผลิตยานพาหนะลำแรก โดยลดเสียงเครื่องยนต์ให้ดังน้อยลง โดยการต่อท่อนำไอน้ำจากลูกสูบของเครื่องไปยังกรวย และพบว่าท่อและกรวยนี้ช่วยเพิ่มการดูดลมผ่านเตาเผาของเครื่องจักร ทำให้เครื่องจักรของเขามีกำลังมากกว่าเครื่องจักรของทรีวิธิค และแล่นได้เร็วขึ้นราว 35 ไมล์ต่อชั่วโมงและได้รับการยอมรับโดยเจ้าของเหมืองถ่านหินหลายรายตกลงใจที่จะใช้เครื่องจักรของเขาในการขนส่งถ่านหิน



สตีเฟนสันให้ชื่อรถไฟที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำของเขาว่า “ร็อกเก็ต” ผลงานของสตีเฟนสันได้ชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้น และบุกเบิกเกี่ยวกับรถไฟเป็นครั้งแรก การริเริ่มของเขาได้รับการปรับปรุงและสานต่อจากวิศวกรรุ่นต่อๆมาให้รถไฟมีประสิทธิภาพดีขึ้น แล่นได้เร็วขึ้นและทันสมัยยิ่งขึ้น จนทุกวันนี้ขบวนรถไฟด่วนสามารถแล่นได้ความเร็วกว่า 125 ไมล์ต่อชั่วโมง



ยอร์ช สตีเฟนสัน ถึงแก่กรรม ในปี ค.ศ. 1848

Gottlieb Daimler:ก๊อทท์ลีบ เดมเลอร์

Gottlieb Daimler

ก๊อทท์ลีบ เดมเลอร์







-----------------------------------------------------------



บุคคลที่จะนำเสนอท่านต่อไปคือ ก๊อทท์ลีบ เดมเลอร์ เป็นวิศวกรผู้คิดประดิษฐ์รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แทนการใช้ม้าเทียมได้เป็นครั้งแรก นับเป็นการปฏิวัติทางการขนส่งครั้งใหญ่ที่สุดของโลก



เดมเลอร์เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1834 ที่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในเวิดเทมเบอร์ ประเทศเยอรมัน บิดาเป็นคนทำขนมปัง ส่วนมารดาเป็นบุตรีเจ้าของร้านขายเครื่องเหล็ก เขาเป็นลูกคนที่สองในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 4 คนซึ่งเป็นผู้ชายล้วน ในปี ค.ศ. 1848



เมื่อเขามีอายุได้ 14 ปี ก็เกิดการจราจลและปฏิวัติทั่วประเทศ บิดาของเดมเลอร์จึงให้ลูกชายทำงานทางด้านการผลิตปืนแทนที่จะทำงานราชการตามที่เดมเลอร์เคยใฝ่ฝันไว้ว่าจะทำ แต่อาชีพนี้ก็เป็นที่พอใจของเขา



ต่อมาเมื่ออายุได้ 19 ปี เดมเลอร์ตัดสินใจที่จะไปฝึกเป็นวิศวกรโดยเข้าทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งในเใมืองสตราสเบอร์ก และเข้าเรียนทางด้านวิศวกรรมในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาวิธีการทำงานของวิศวกรในประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม เมื่อเดินทางกลับประเทศเยอรมัน เดมเลอร์ก็ได้ร่วมงานกับบริษัทชื่อออตโตและแลงเกน ซึ่งขณะนั้นบริษัทแห่งนี้กำลังสร้างเครื่องยนต์ระบบใหม่ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของเครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้ภายใน



เดมเลอร์ได้ร่วมสร้างเครื่องยนต์แบบใหม่นี้กับออตโตเจ้าของบริษัท แต่เกิดการขัดแย้งกันขึ้นจนต้องออจากงาน ต่อมาเดมเลอร์ตัดสินใจที่จะตั้งโรงงานประกอบเครื่องยนต์ขึ้นเอง จนในปี ค.ศ. 1884 เดมเลอร์ก็ผลิตเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันขนาดเล็กพอที่จะนำไปใช้กับยานยนต์และมีประสิทธิภาพได้เป็นเครื่องแรก และทดลองใส่กับรถจักรยานยนต์ ซึ่งเครื่องยนต์ก็ทำงานได้ดี



หลังจากนั้นเดมเลอร์ก็ได้ทำการปรับปรุงเครื่องยนต์ และออกแบบเครื่องยนต์ซึ่งจะใช้กับเครื่องยนต์นี้จนสามารถประดิษฐ์เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก รถยนต์ของเขาขับขี่ได้อย่างคล่องแคล่ว วิ่งเรียบและใช้งานได้ดี จนเดมเลอร์กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป



เดมเลอร์ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1900 เมื่อเขาอายุได้ 66 ปี บริษัทเดมเลอร์ของเขาก็ยังดำเนินกิจการและเป็นรถที่มีชื่อเสียงอยู่ในอันดับแนวหน้าของโลกตราบเท่าทุกวันนี้