Thursday, December 17, 2009

cuisinart mixer



Buy cuisinart mixer lowest price, cuisinart mixer prices comparison, cuisinart mixer  reviews, find cuisinart mixer best price, SAVE & ENJOY NOW!
We are partner of Amazon.com and help shoppers find, compare, and buy everything of cuisinart mixerin just seconds.
When you are ready to purchase an item of cuisinart mixer you will be transferred directly to Amazon’s secure checkout area.

Click here to check the price of 
cuisinart mixer

 

Thursday, November 19, 2009

Orville and Wilbur Wright:ออร์วิล และ วิลเบอร์ ไรท์

ผู้ประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์เครื่องบินได้เป็นบุคคลแรก



ออร์วิล และ วิลเบอร์ ไรท์ เป็นบุตรของเสมียนในเมืองเล็กๆชื่อ เดตันในรัฐโอไฮโอ วิลเบอร์ ไรท์ ผู้เป็นพี่ชายเกิดในปี 1867 ส่วนออร์วิล คนน้องเกิดในปี 1871 ทั้งสองมีแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการบินตั้งแต่ได้รับของขวัญเป็นเครื่องร่อนเล็กๆ ซึ่งสองคนพี่น้องแปลกใจว่าเครื่องร่อนนั้นเป็นอย่างไร

ต่อมาในปี 1895 หลังจากที่ทั้งคู่จบการศึกษาและร่วมกันเปิดร้านซ่อมจักรยานนั้น พี่น้องคู่นี้ได้อ่านบทความที่เขียนโดยนักสร้างเครื่องร่อนชาวเยอรมัน ชื่อ ออตโต ลิเลียนทาล บทความนี้ทำให้เขาประหลาดใจเหมือนเมื่อเขาทั้งสองเป็นเด็ก จึงตัดสินใจที่จะสร้างเครื่องยนต์ที่บินได้และบรรทุกคนได้ด้วย

หลังจากทั้งสองพี่น้องได้ศึกษาและทดลองถึงการลอยตัวของว่าวและเครื่องร่อนจนรู้สาเหตุแล้วจึงได้สร้างเครื่องร่อนขนาดใหญ่พอที่จะบรรทุกคนขึ้นไปได้หนึ่งคนเป็นครั้งแรกและให้ชื่อมันว่า คิตตี้ ฮอร์ค (Kitty Hawk) โดยทำการทดลองร่อนที่เนินเขาในรัฐแคลโรไล เหนือที่มีลมแรง การทดลองประสบผลสำเร็จ ทั้งคู่จึงได้สร้างเครื่องร่อนอีกหลายลำและเพิ่มระยะทางการบินให้มากขึ้น

ในปี ค.ศ. 1902 ทั้งคู่จึงคิดค้นหาวิธีที่จะทำให้เครื่องร่อนบินได้ไกลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคิดที่จะใส่เครื่องยนต์ให้กับเครื่องร่อนนั้น พอปลายปี 1903 เครื่องบินลำแรกของโลกได้ถูกสร้างขึ้น โดย วิลเบอร์ ไรท์ และออร์วิล เอาเครื่องยนต์ขนาด 12 แรงม้าใส่เข้ากับเครื่องร่อน คิตตี้ ฮอร์ค ซึ่งใช้หมุนใบพัด 2 ข้าง และตั้งชื่อให้มันว่า ฟลาย เออร์ โดย วิลเบอร์เป็นผู้ที่ทดลองขึ้นบินเป็นคนแรก

ในการทดลองบินเป็นครั้งแรกนั้น ฟลายเออร์ยกตัวลอยขึ้นจากพื้นดิน หมุนไปรอบๆแล้วตกลงพื้น ต้องเสียเวลาซ่อม 2 วัน ทั้งคู่จึงทำการทดลองต่อไปใหม่ โดยคราวนี้ เออร์วิลเป็นผู้อยู่บนเครื่องเขาพยามอีกครั้ง ฟลายเออร์ลอยขึ้นสูงจากพื้นดิน 3 เมตร ใช้ความเร็ว 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และบินไปได้ไกล 36 เมตร

พี่น้องตระกูลไรท์ได้ทำการทดลองบินอีกครั้งในเช้าวันต่อมาจนกระทั้งลมกระโชกทำให้เครื่องพลิกคว่ำแล้วพังไปในที่สุด เขาจึงกลับไปทำงานที่ร้านจักรยานต่อ และทำการทดลองอีกครั้ง ในปีค.ศ. 1905 โดยสร้างเครื่องบินอีก 3 ลำ และทำการบินได้ครั้งละ 30 นาทีในแต่ละครั้ง

น่าประหลาดใจที่ไม่มีใครแสดงความสนใจในสิ่งที่พวกเขาทำมากนัก เพียงไม่กี่คนที่เฝ้าดูพวกเขาทำการบิน ไม่มีแม้แต่การรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ คนทั่วไปไม่คิดว่าการบินจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ใน ปีค.ศ. 1908 เขาได้ทำการบินต่อหน้าสาธารณชน โดยมีผู้โดยสารขึ้นไปคนหนึ่งบินไปเกือบ 30 นาที และกลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียง เขาได้ทำการสาธิตการบินทั้งยุโรปและอเมริกา ในปีค.ศ. 1909 ทั้งคู่เป็นวีรบรุษของปวงชนแทนที่จะเป็นช่างซ่อมจักรยานที่ไม่มีใครรู้จัก เขาได้ตั้งโรงานผลิตเครื่องบินและได้รับความสำเร็จ ในทันที

ออร์วิลและวิลเบอร์ได้รับชัยชนะที่งดงามด้วยกันจนกระทั้ง ปีค.ศ. 1912 วิลเบอร์เป็นไข้ไทฟอยด์และถึงแก่กรรม ออร์วิล ทำงานด้วยตัวเองต่อไป แต่เขาคิดถึงน้องชายเขามากเกินไปจนไม่รู้สึกสนุกกับงานที่ทำนัก แม้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ถึงปีค.ศ. 1948 แต่เขาเลิกบินหลังจากที่วิลเบอร์ถึงแก่กรรมไป 3 ปี

Otto Fritz Meyerhof:ออตโต ฟริตซ์ เมเยอร์ฮอฟ

ผู้รับรางวัลโนเบลสาขาแพทยศาสตร์





ออตโต ฟริตซ์ เมเยอร์ฮอฟ (Otto Fritz Meyerhof) เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน ปี ค.ศ. 1884 ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อเกิดได้ไม่นาน ครอบครัวของเขาก็ย้ายไปอยู่ที่เบอร์ลิน และได้เรียนหนังสือชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวิลเฮล์ม ยิมเนเซียม

เมื่ออายุได้ 16 ปี ออตโตก็ล้มป่วยด้วยโรคไต ต้องรักษาตัวเป็นเวลานานโดยมีมารดาเป็นผู้ดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด โดยในขณะที่นอนพักรักษาตัวอยู่นั้น เขาก็ทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง พอหายป่วยเขาก็ไปสอบเข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยในเมืองฟรีเบิร์ก เบอร์ลิน สตราสบูร์ก และได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตที่มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก โดยเขียนวิทยานิพนธ์สาขาจิตวิทยา ต่อจากนั้นก็อุทิศตัวให้กับการศึกษาค้นคว้าทางด้านจิตวิทยาและปรัชญา ต่อมาได้เป็นอาจารย์สอนวิชาสรีรวิทยาในมหาวิทยาลัยที่เมืองคีลในเยอรมนี


เมื่อปี ค.ศ. 1912 ออตโตได้รับรางวัลโนเบลสาขาแพทยศาสตร์(ร่วมกับ อาร์ชิบาลด์ วิเวียน ฮิลล์) ระหว่างปี ค.ศ. 1929 -1938 เป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางการแพทย์ไกเซอร์วิลเฮล์ม ในปี ค.ศ. 1938 ขณะนาซีเรืองอำนาจเขาได้หลบหนีไปอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่ถูกจับไปอยู่ในค่ายกักกันเชลยยิวที่ Camp des Milles ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. 1940 เขาได้เดินทางไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และเป็นศาสตราจารย์รับเชิญ (guest professor) อยู่ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เมืองฟิลาเดลเฟีย ออตโตเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเมื่อ6 ตุลาคม ค.ศ. 1951

Wednesday, November 18, 2009

Otto Lilienthal:ออตโต ลิเลียนทาล

ผู้ออกแบบเครื่องร่อน




นักประดิษฐ์และวิศวกรชาวเยอรมัน เกิดในปี ค.ศ. 1849 ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1896 ผู้นำการบินและการออกแบบเครื่องร่อน(gliding) เขาทำการทดสอบโดยการขึ้นไปบนหน้าผาและโดดลงมา ซึ่งมีอันตรายมาก ตอนนั้นหนังสือพิมพ์และวารสารต่างๆในหลายประเทศได้ตีพิมพ์ภาพและเรื่องราวของเขาเป็นที่อึกทึกครึกโครม จนเขาได้รับสมญานามว่า ราชาเครื่องร่อน(Glider King) ต่อมาเขาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในขณะทดลองบินเมื่อ 10 สิงหาคม ค.ศ.1896

Robert Kock:โรเบิร์ต ค็อค

ผู้ค้นคว้าเรื่องแบคทีเรีย




นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ผู้ค้นคว้าในเรื่องของแบคทีเรีย เป็นผู้ที่แยกเชื้อโรคซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดโรคอหิวาต์และวัณโรคได้


โรเบิร์ต ค็อค (Robert Koch) เกิดในปี พ.ศ.2386 เขาเป็นแพทย์ที่อยู่ในกลุ่มของผู้บุกเบิกการศึกษา เกี่ยวกับแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการศึกษาโรคในปัจจุบัน โดยเขาเริ่มศึกษาจากโรคที่เกิดกับแกะ แต่ยังไม่ทราบว่า มันคือเชื้อแอนแทรกซ์ โดยพบว่าเป็นเชื้อโรค ที่มีลักษณะเป็นแท่งกลมยาว


ดังนั้นค็อคจึงศึกษาต่อด้วยการเพาะเลี้ยงเชื้อแอนแทรกซ์นี้ ในอาหารเลี้ยงเชื้อบนสไลด์ ทำให้พบว่าเชื้อโรคนี้เจริญเป็นสายยาว รูปร่างเป็นรูปไข่โปร่งแสง และมีสปอร์ที่อยู่ในระยะฟักตัว โดยสปอร์นี้จะอยู่ได้นายหลายปี และสามารถเจริญเติบโตได้ เมื่ออยู่ในสภาพเหมาะสม แล้วพัฒนาเป็นแบคทีเรีย ที่มีรูปร่างเป็นแท่งกลม ซึ่งสรุปได้ว่าเป็นสาเหตุของโรคแอนแทรกซ์ นอกจากนี้ เขายังศึกษาเพิ่มเติมจนพบว่า สัตว์ชนิดต่าง ๆ จะมีอาการของโรคแตกต่างกัน และร่างกายของสัตว์ เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงแบคทีเรียให้บริสุทธิ์ได้ดี


หลังจากนั้น ค็อคมาทำงานที่สถาบันสุขภาพเยอรมัน ในกรุงเบอร์ลิน จึงสร้างห้องทดลองแบคทีเรีย และค้นพบวิธีแยกเชื้อแบคที่เรีย ที่ก่อให้เกิดโรคได้ โดยนำเทคนิคการแยกเชื้อมาใช้ศึกษาวัณโรค จนกระทั่งในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2425 เขาก็สามารถแยกเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดวัณโรคได้สำเร็จ โดยสกัดสารที่เป็นของเหลวชื่อ ทูเบอร์คูลิน (tuberculin) จากแบคทีเรียที่เพาะเลี้ยงไว้ได้ ซึ่งช่วยตรวจสอบได้ว่าเป็นเชื้อวัณโรคหรือไม่


ระหว่างที่กำลังศึกษาวัณโรค ได้เกิดอหิวาต์ระบาดอย่างรุนแรง ในอียิปต์และแพร่สู่ยุโรป ค็อคได้รับมอบหมายให้ไปตรวจสอบ ทำให้พบสาเหตุของโรคว่าเกิดจากแบคทีเรีย แต่เขาไม่สามารถหยุดการระบาดได้ ดังนั้นเขาจึงไปที่อินเดีย และได้ค้นพบแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดอหิวาต์ได้สำเร็จ นอกจากนี้ ค็อคยังศึกษาโรคอื่น ๆ อีก เช่น โรคเรื้อน โรคไวรัสในสัตว์เลี้ยง กาฬโรค ไข้แท็กซัส และมาลาเรีย


โดยวัณโรคเป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง ผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง จนมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร รวมทั้งปอดยังถูกทำลาย ทำให้ผอมแห้งและเสียชีวิต ซึ่งสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสกับละออง เสมหะหรือน้ำลายของผู้ป่วย แต่หลังจากมีการค้นพบตัวยาที่ใช้รักษาได้ผลดี และมีวัคซีนฉีดป้องกัน ทำให้ผู้ป่วยวัณโรคได้ลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก ได้รณรงค์ให้ประเทศต่าง ๆ ควบคุมการแพร่ระบาดของวัณโรคให้สำเร็จ และได้มีการจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรคอยู่เสมอ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2541 ได้มีการจัดการประชุมที่กรุงลอนดอน โดยกำหนดให้วันที่ 24 มีนาคม ของทุกปี เป็น "วันวัณโรคโลก" (World TB Day) เพื่อให้ทุกประเทศ ร่วมกันรณรงค์ต่อต้านไม่ให้วัณโรคกลับมาระบาด เป็นโรคติดต่อเหมือนที่ผ่านมา

โรเบิร์ต ค็อค ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2453

Richard Trevithick:ริชาร์ด ทรีวิธิค

ผู้คิดสร้างรถไฟ และเครื่องจักรไอน้ำ




วิศวกรชาวอังกฤษ ชื่อ ริชาร์ด ทรีวิธิค เป็นนักประดิษฐ์และผู้คิดสร้างรถไฟ และเครื่องจักรไอน้ำ สำหรับรถไฟได้เป็นผลสำเร็จเป็นคนแรกของโลก ซึ่งเป็นผลงานการคิดค้นของเขาชิ้นนี้ ต่อมาได้ถูกปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นจากวิศวกรชาวอังกฤษอีกท่านหนึ่ง คือ ยอร์ช สตีเฟนสัน

ริชาร์ด ทรีวิธิค เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1771 ที่เมืองคอร์นวอล ประเทศอังกฤษ เขามีความสนใจในเรื่องเครื่องจักรไอน้ำมาตั้งแต่เล็ก หลังจากที่ โธมัส นิวโคเมน ได้เริ่มประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำขึ้นมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 18 เครื่องจักรไอน้ำที่นิวโคเมนสร้างขึ้นนั้นเป็นเครื่องจักรที่ใช้งานอยู่กับที่ มีขนาดใหญ่ หนักและรูปร่างเทอะทะ

ต่อมา ริชาร์ด ทรีวิธิค ได้ทำการดัดแปลงเอาเครื่องจักรไอน้ำนั้นมาใช้กับรถไฟ โดยทำให้ขนาดเล็กลง จนเกิดเป็นเครื่องจักรไอน้ำที่ผลักดันให้รถไฟแล่นไปตามรางได้เป็นผลสำเร็จ แม้ว่าจะแล่นช้า(ราว 15 ไมล์ต่อชั่วโมง) มีเสียงดังและสิ้นเปลืองค้อนข้างมาก เขาให้ชื่อมันว่า “ Catch me who can” และได้นำออกแสดงให้ผู้คนได้ชมครั้งแรกในปี ค.ศ. 1804

ริชาร์ด ทรีวิธิค ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1833

Samuel Morse:แซมมวล มอร์ส

ผู้ประดิษฐ์เครื่องส่งโทรเลข


เมื่อย้อนไปในราวก่อน ค. ศ. 1800 การส่งข่าวระหว่างกันในระยะไกล ยังคงเป็นการตีธง การส่งสัญญาณไฟ หรือโดยเมล์ด่วนกันอยู่ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1832 นั่นเองที่การส่งข่าวสารกันโดยทางกระแสไฟฟ้าได้เริ่มขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ แซมมวล มอร์ส (Samuel Morse)
นั่นเอง

แซมมวล ฟินลีย์ บรีส มอร์ส ชาวอเมริกัน เกิดในปี 1791 การคิดประดิษฐ์เครื่องส่งโทรเลขของเขานั้นได้เริ่มขึ้นในปี 1832 ขณะที่เขาเดินทางโดยเรือใบที่ชื่อ ซัลลีย์ และเฝ้าดูการทดลองง่ายๆของ ดร. แจคสัน ซึ่งโดยสารมาในเรือลำเดียวกันโดย ดร. แจคสัน (Dr. Jackson) เอาลวดพันรอบๆแท่งเหล็กแท่งหนึ่งและแสดงให้เห็นว่า เหล็กกลายเป็นแม่เหล็ก เนื่องจากใช้ดูดตะปูได้ แต่เมื่อตัดกระแสไฟฟ้าออก เหล็กก็หมดวามเป็นแม่เหล็กและตะปูก็ร่วงหล่นลงมา จากการทดลองเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้าเช่นนี้ ทำให้แซมมวล มอร์ส เกิดความคิดเกี่ยวกับการส่งรหัส โดยอาศัยแม่เหล็กไฟฟ้า

มอร์สได้ประดิษฐ์สวิตช์ ไฟง่ายๆ จากแผ่นโลหะสปริงทองเหลือง ตรงปลายมีปุ่มไม้สำหรับกด เมื่อกดปุ่มไม้ลงจะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านสวิตช์ แต่เมื่อเลิกกดสวิตช์จะเปิดกระแสไฟฟ้าไม่ไหล สมัยนี้เราเรียกสวิตช์ไฟฟ้านั่นว่า “สะพานไฟของมอร์ส” ใช้ในการส่งกระแสไฟฟ้าเป็นเวลาสั้นๆยาวๆตามรหัส กระแสไฟฟ้านี้จะไหลผ่าานสายลวดที่ขึงไว้ระหว่างเมืองกับเมืองหรือประเทศกับประเทศไปยังแม่เหล็กไฟฟ้าเล็กๆซึ่งมีสปริงที่เรียกว่า “อาร์เมเจอร์” ต่ออยู่ในขณะที่มีกระแสไฟฟ้าสั้นๆหรือ “จุด” อาร์เมเจอร์จะถูกดูดด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าและดีดกลับเพราะสปริง ในขณะที่มีกระแสยาวๆหรือ “ขีด” อาร์เมเจอร์จะถูกดูดด้วยแม่เหล็กไฟฟ้านานหน่อยโดยใช้ออดไฟฟ้า เราอาจจะได้ยินเสสียงออดสั้นบ้างยาวบ้างสลับกันไป มอร์สเป็นผู้คิดระบบที่ใช้ รหัสสั้นๆยาวๆ แทนตัวอักษรต่างๆ เพื่อจะได้ส่งขอความไปกับเส้นลวดด้วยรหัสเช่นนี้ได้ ระบบเช่นนี้เรียกว่า “รหัสของมอร์ส”

แซมมวล มอร์ส ผู้ค้นพบ สิ่งประดิษฐ์อันทรงคุณค่าและเป็นพื้นฐานของความเจริญก้าวหน้าทางการสื่อสาร และเขาก็ได้ถึงแก่กรรมในปี ค. ศ. 1875