Sunday, November 28, 2010

John Baird:จอห์น เบียร์ด

John Baird


จอห์น เบียร์ด









----------------------------------------------------------------------



สิ่งประดิษฐ์หลายอย่างบางครั้งก็ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ประดิษฐ์เป็นคนแรก เพราะเป็นผลงานของหลายๆคน นักวิทยาศาสตร์บางท่านก็เป็นผู้สานงานต่อผลงานของคนอื่นจนสำเร็จ อาทิ เครื่องรับโทรทัศน์ ที่เป็นผลงานที่มาจากหลายคน


แต่บุคคลแรกที่ได้แสดงให้สาธารณชนได้ชมเป็นคนแรกในปี 1915 ก็คือ จอห์น โลกี้ เบียร์ด นั่นเอง



จอห์น โลกี้ เบียร์ด เกิดในปี ค.ศ. 1888 เป็นบุตรชายของเสมียนที่เข้มงวด ในวัยเด็กเขามักจะเจ็บป่วยเสมอ และไม่ชอบไปโรงเรียน แต่กลับชอบประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เช่น เครื่องร่อนที่ทำให้เขาบาดเจ็บเพราะตกจากหลังคาบ้าน


หลังจากเรียนจบจากวิศวกรรมไฟฟ้าจากกลาสโกว์แล้วก็เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยวิศวกรอยู่พักหนึ่ง ก็ต้องออกจากงานเพราะหยุดงานบ่อยครั้ง เนื่องจากอาการเจ็บป่วย จึงทำการหาเลี้ยงชีพโดยวิธีอื่น อาทิ ทำของขายเช่น แยมและสบู่ แต่ก็ประสบความล้มเหลว



แรงบันดาลใจให้จอห์น เบียร์ด คิดสร้างโทรทัศน์ ก็เนื่องมาจากการที่ถูกลิเอลโม มาร์โคนี ได้ประดิษฐ์เครื่องส่งสัญญาณและรับสัญญาณวิทยุทางไกลเป็นผลสำเร็จ ความคิดนี้ทำให้เบียร์ด จินตนาการถึงการส่งภาพด้วยคลื่นวิทยุขึ้นมาบ้าง



นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้ค้นพบว่าเมื่อแสงตกลงมาบนวัตถุที่ไวต่อแสงที่เรียกว่า ซีเลเนียม จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น ถ้าแสงสว่างมากขึ้น กระแสไฟฟ้าก็แรงขึ้นด้วย ภาพถ่ายที่ดีมักจะมีบริเวณสว่างและเงาที่มีความเข้มต่างๆกัน



ดังนั้นถ้านำภาพถ่ายมาวางใกล้แผ่นซีเลเนียมและให้ลำแสงส่องไปยังภาพถ่ายและเคลื่อนที่ไปทั่วๆภาพ ส่วนสว่างและมืดของภาพจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้ากำลังต่างๆกันจากแผ่นซีเลเนียม วิธีการนี้เรียกว่าการกวาดภาพ จากนั้นกระแสไฟฟ้าจะป้อนไปยังเครื่องแปลสัญญาณแล้วส่งไปยังสายไฟฟ้าหรือคลื่นวิทยุซึ่งจะมีเครื่องรับสัญญาณจับสัญญาณเหล่านี้แล้วเปลี่ยนให้เป็นแสงอีก ทำให้เกิดภาพเดิมขึ้นอีก


วิธีการนี้เป็นการผลิตภาพนิ่งซึ่งเป็นวิธีที่หนังสือพิมพ์ได้รับภาพข่าวจากทั่วโลก



แต่สำหรับโทรทัศน์ภาพต้องมีการเคลื่อนไหว เราได้อ่านวิธีการทำให้เห็นภาพเคลื่อนไหวในภาพยนตร์ที่ฉายบนจอ โดยการฉายภาพหลายๆภาพติดต่อกันให้มีความเร็วพอที่ตามนุษย์จะมองไม่เห็นรอยต่อระหว่างภาพทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นภาพต่อเนื่อง ในโทรทัศน์ก็ใช้วิธีเดียวกันนั้น แต่มีปัญหาที่ว่าต้องกวาดภาพไป และเปลี่ยนให้เป็นกระแสไฟฟ้า เปลี่ยนสัญญาณและเปลี่ยนกลับเป็นภาพซึ่งต้องทำให้ได้ 20 ภาพต่อวินาที เพื่อให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวนั้นต่อเนื่องกัน



เบียร์ดทำงานในห้องนอน เขาสร้างเครื่องโทรทัศน์เป็นเครื่องแรกในปี ค.ศ. 1925 และกวาดภาพด้วยจานใบหนึ่งซึ่งเขาเจาะรูหลายๆรู แล้วหมุนจานอย่างเร็วบนแกนซึ่งใช้เข็มถักไหมพรม เขาฉายแสงไปบนจานที่หมุนทำให้ส่องภาพไปตามลำดับและเปลี่ยนแสงเหล่านั้น ให้เป็นกระแสไฟฟ้าซึ่งจะถูกเปลี่ยนกลับให้เป็นภาพในเครื่องรับสัญญาณวางอยู่ห่างจากเครื่องส่งเพียง 1 เมตรกว่า



หลังจากการทำงานนี้ไม่นานเขาก็เดินทางไปร้านเซลฟริดจ์ในลอนดอนแล้วสาธิตให้เจ้าของชม ในปี ค.ศ. 1925 เจ้าของร้านทำสัญญาจ้างให้เขาออกโทรทัศน์วันละ 3 รายการในร้าน ภาพที่เห็นไม่ชัดนัก แต่เครื่องก็ทำงานได้ และประชาชนให้ความสนใจ ในปีต่อมาเขาสาธิตให้หนังสือพิมพ์ชม จากนั้นเขาไปยัง บีบีซี และถึงแม้ว่าภาพของเขาจะไม่ชัดเจน แต่บีบีซีก็ให้กำลังใจสนับสนุน



ในปี ค.ศ. 1929 มีรายการโทรทัศน์ของบีบีซีส่งออกอากาศ และเริ่มมีการสร้างเครื่องรับโทรทัศน์ ในปี ค.ศ. 1930 เริ่มมีเสียง และเริ่มถ่ายทอดการแสดงละครทางโทรทัศน์ ในปีต่อมาได้มีการถ่ายทอดการแข่งม้าเดอร์บี้ทางโทรทัศน์ในกรุงลอนดอน



จอห์น เบียร์ด ถึงแก่กรรมด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ขณะที่เขากำลังคิดและพัฒนาในการส่งภาพเป็นสีในปี ค.ศ. 1946

John Dalton:จอห์น ดาลตัน

John Dalton


จอห์น ดาลตัน







-------------------------------------------------------------------------



จอห์น ดาลตัน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1766 ในประเทศอังกฤษ หลังจากจบการศึกษาโดยได้รับปริญยาเอกจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เขาก็เริ่มต้นด้วยงานในด้านอุตุนิยมวิทยา โดยได้ทำบันทึกกาลอากาศประจำวันเป็นเวลานานถึง 46 ปี



และจากการที่เขาเป็นคนตาบอดสี ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งสำหรับเขาในการสังเกตการเปลี่ยนแปลงสีของสารเคมี เขาจึงได้ทำการค้นคว้าทางด้านการมีตาบอดสีเป็นคนแรก และเป็นคนแรกที่ให้ทฤษฎีทางอะตอมของสาร ความคิดของดอลตันมีว่า “ธาตุทั้งหลายประกอบด้วยอะตอมที่อาจสลายได้ แต่ไม่อาจแบ่งต่อไปได้อีก และมีขนาดเล็กมาก” และ “สารทั้งหลายประกอบด้วยการวมตัวของอะตอมเหล่านี้” เป็นที่ยอมรับของนักเคมีส่วนมาก



จอห์น ดอลตัน ถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ. 1844 ขณะมีอายุได้ 78 ปี

Joseph Priesley:โจเซฟ พริสต์เลย์

Joseph Priesley


โจเซฟ พริสต์เลย์







-------------------------------------------------------------------------



นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบก๊าซออกซิเจนเป็นคนแรก เป็นผู้ที่มีมันสมองพิเศษ เรียนรู้ได้เร็ว แต่ถูกชาวอังกฤษต่อต้าน เพราะเหตุที่เขานิยมการปฏิวัติในฝรั่งเศสและอเมริกา จนถูกขู่ทำร้ายร่างกายจนต้องอพยพไปจากอังกฤษไปอยู่อเมริกาตลอดชีวิต



โจเซฟ พริสต์เลย์ เกิดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ.1733 ที่ยอร์กเชียร์ ประเทศอังกฤษ ในครอบครัวช่างทอผ้า เมื่อเป็นเด็กค่อนข้างบอบบางขี้โรค แต่สนใจในทางตำรับตำราและภาษาศาสตร์ทุกชนิด ภายหลังจบการศึกษาเขาได้ทำงานเป็นครูสอนทางด้านภาษาที่วอร์ชิงตัน



ในสถาบันแห่งนี้ โจเซฟ ได้เคยฟังการบรรยายเกี่ยวกับวิชาเคมีบ่อยๆ ประกอบกับได้เคยไปชมกิจการของโรงงานทำเบียร์แห่งหนึ่ง ได้เห็นการหมักและผลิตเบียร์ด้วยเชื้อ โดยมีก๊าซชนิดหนึ่งมีกลิ่นออกมาคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์นั่นเอง เมื่อเขาได้ทำการทดสอบคุณสมบัติของก๊าซนี้ดูก็พบว่าเป็นก๊าซไม่ติดไฟ เขาจึงคิดที่จะค้นหาก๊าซอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเองจากการทดลอง



ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1774 เขาจึงค้นพบก๊าซออกซิเจน จากการเผาผงปรอททองแดงด้วยเลนส์รวมแสง อันมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว วิธีทำของเขาก็คือ ให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านเลนส์ มารวมกันที่จุดๆหนึ่ง แล้วเอาผงปรอททองแดงมาวางไว้ที่จุดนี้ ผงปรอททองแดงถูกแผดเผาจากความร้อนของดวงอาทิตย์หนักเข้าไม่ช้าก็ละลายตัว ทำให้เกิดก๊าซชนิดหนึ่งระเหยออกมา ก๊าซชนิดนี้ไม่มีสี แต่มีคุณสมบัติช่วยให้ไฟติด มีแสงสว่างมากกว่าธรรมดา ทั้งยังช่วยให้สัตว์ดำรงชีวิตอยู่ได้นานกว่าอากาศธรรมดา เขาขนานนามก๊าซชนิดว่า “Dephlogisticated Air “ แต่ต่อมาภายหลัง ลาวัวซิเอร์ได้ขนานนามก๊าซนี้ใหม่ว่า “ออกซิเจน” (Oxygen)



นอกจากนั้น โจเซฟ พริสต์เลย์ ยังพบวิธีจับก๊าซโดยไล่ที่น้ำได้พบออกไซน์ของไนโตรเจน พบก๊าซของกรดเกลือ ก๊าซแอมโมเนีย ยิ่งกว่านั้น เขายังทดลองให้เห็นว่า สารอินทรีย์ทุกชนิดเมื่อเผาไหม้แล้ว จะให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซน์ทุกครั้ง เขาหาวิธีเผาสารต่างๆ แล้วคอยจับก๊าซเก็บไว้ได้หลายตัวอย่าง



โจเซฟ พริสต์เลย์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1804

Julius Wagner-Jauregg:จูเลียส วากเนอร์-จอเร็กก์

Julius Wagner-Jauregg


จูเลียส วากเนอร์-จอเร็กก์











----------------------------------------------------------------------



จูเลียส วากเนอร์-จอเร็กก์ เกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ปี ค.ศ. 1857 ที่เมืองเวลส์ ประเทศออสเตรีย ได้เข้ารับการศึกษาที่สถาบันพยาธิวิทยา จนได้รับปริญญาแพทยศาสตร์ในปี ค.ศ. 1880



งานชิ้นสำคัญที่จูเลียส วากเนอร์-จอเร็กก์ ศึกษาค้นคว้าอยู่ตลอดชีวิตก็คือการรักษาโรคจิต โดยการชักนำให้เกิดเป็นไข้ในปี ค.ศ. 1917 เขาลองเพาะเชื้อไข้มาลาเรีย และพิสูจน์ได้ว่าได้รับผลสำเร็จในการรักษาอาการอัมพาต ชนิดเดเมนเทียพาราไลติกา (dementia paralytica) โดยการเอาเลือดจากผู้ป่วยเป็นไข้มาลาเรียไปฉีดให้แก่ผู้ป่วยเป็นอัมพาตเก้าคน ทั้งเก้าคนเป็นไข้มาลาเรีย แต่อาการอัมพาตดีขึ้น อีกสามคนหายขาด การค้นพบนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลประจำปี ค.ศ. 1927



จูเลียส วากเนอร์-จอเร็กก์ ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 27 กันยายน ปี ค.ศ. 1930 รวมอายุได้ 73ปี

Karl Landsteiner:คาร์ล แลนสไตเนอร์

Karl Landsteiner


คาร์ล แลนสไตเนอร์







-------------------------------------------------------------------------



คาร์ล แลนสไตเนอร์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1868 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในครอบครัวนักกฎหมาย และนักหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น พออายุได้ 6 ขวบบิดาก็เสียชีวิต



คาร์ลมีความสนใจในทางการแพทย์มาตั้งแต่ต้น เขาได้เข้าศึกษาวิชาแพทยศาสตร์จนสำเร็จเป็นนายแพทย์เมื่อ ปี ค.ศ. 1891 ต่อจากนั้นก็ทำงานทางด้านวิจัยและค้นคว้าทางการแพทย์เกี่ยวกับแบคทีเรียและพยาธิวิทยาในโรงพยาบาลที่กรุงเวียนนา และเริ่มสนใจเรื่องรากฐานของภูมิคุ้มกันและพยาธิวิทยา



ตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปีที่เขาทำการค้นคว้าวิจัยนั้น เขาได้เขียนตำราและเอกสารทางการแพทย์ออกมามากมาย ซึ่งส่วนใหญ่มีประโยชน์และมีความสำคัญทางวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นอันมาก อาทิเช่น ลักษณะของเนื้อเยื่อที่เป็นโรค เรื่องภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย โรคเลือดในปัสสาวะ สาเหตุของโรคไขสันหลังอักเสบและภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อโรคนี้ และการค้นพบที่ทำให้เขาได้รับชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ การค้นพบชนิดของหมู่เลือดในคน



ในสมัยนั้นการให้เลือดแก่ผู้ป่วยยังไม่ค่อยได้รับผลสำเร็จนัก เพราะเลือดที่ให้มักตกตะกอนในสายเลือดของผู้ป่วย และเม็ดเลือดมักจะแตก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการช็อค เป็นดีซ่าน คาร์ลให้ข้ออธิบายว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเม็ดเลือดในคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เป็นสาเหตุให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างเม็ดเลือดที่ต่างชนิดกันและเกิดการตกตะกอนขึ้น



ในปี ค.ศ. 1909 เขาได้ตีพิมพ์เอกสารแสดงให้เห็นว่าเลือดของมนุษย์สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดคือ เอ บี เอบี และโอ และได้ชี้แจงว่าการถ่ายเลือดจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งที่มีกลุ่มเลือดเดียวกัน เลือดจะไม่เกิดปฏิกิริยาตกตะกอน นอกจากว่าบุคคลทั้งสองจะมีเลือดคนละกลุ่ม ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์อย่างมหาศาล



คาร์ล แลนสไตเนอร์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1943 ด้วยโรคหัวใจ รวมอายุได้ 75 ปี

Lavoiser:ลาวัวซิเอร์

Lavoiser


ลาวัวซิเอร์







-------------------------------------------------------------------------



ลาวัวซิเอร์ เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักการเมืองผู้อธิบายถึงทฤษฎีการเผาไหม้เป็นคนแรก และเป็นนักวิทยาศาสตร์คนเดียวที่ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยติน เมื่ออายุเพียง 51 ปี ถ้าเขามีอายุยาวนานกว่านี้ โลกเราอาจมีสิ่งแปลกๆใหม่ๆ เกิดขึ้นมากกว่านี้ก็ได้ ชีวิตของเขาจึงเป็นบทเรียนให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังได้คิดว่า บางครั้งตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่เหมาะสำหรับนักวิทยาศาสตร์เลย


อังตวน ลาวัวซิเอร์ เกิดในปารีสเมื่อ ค.ศ. 1743 เป็นบุตรของพ่อค้าผู้มั่งคั่ง เมื่ออายุ 13 ปีเขาเคยตั่งใจที่จะเป็นนักเขียนแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงหันกลับมาเริ่มสนใจวิชากฎหมาย ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และธรณีวิทยาแทน


ลาวัวซิเอร์ได้รับการศึกษาอย่างดี บิดาได้ส่งให้เขาไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยมาซาแรง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในปารีสสมัยนั้น วิชาที่เขาสนใจที่สุดคือ วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเคมี พอจบการศึกษาเขาได้เข้ารับราชการในแผนกจับเก็บภาษีของรัฐบาลฝรั่งเศส และได้รับรางวัลจากราชบัณฑิตยสมาคมวิทยาศาสตร์ ในฐานะผู้ค้นหาวิธีจุดตะเกียงตามถนนในปารีสได้สำเร็จ



ปี ค.ศ. 1768 เขาได้รับการเลือกเป็นสมาชิกของราชบัณฑิตยสมาคมวิทยาศาสตร์ แห่งฝรั่งเศส ซึ่งตามกฎมีว่าผู้ที่จะมาเป็นสมาชิกได้จะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 50 ปี แต่ลาวัวซิเอร์ในขณะนั้นมีอายุเพียง 25 ปี ทั้งนี้เพราะผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่เขาได้ทำไว้นั้นเอง


ผลงานที่ลาวัวซิเอร์ได้รับเกียรติยศและชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ “ทฤษฎีแห่งการเผาไหม้”หรือ “สันดาปทฤษฎี “ เขาเป็นผู้อธิบายปรากฎการการเผาไหม้ของวัตถุต่างๆ ได้ละเอียดชัดเจน เขาอธิบายว่า “การลุกไหม้คือการรวมตัวของสารกับออกซิเจนในอากาศ และถ้าไม้มีออกซิเจนการลุกไหม้จะไม่เกิดขึ้น ในขณะที่ทำการทดลองเกี่ยวกับการเผาไหม้เขาได้ทดลองเกี่ยวกับส่วนประกอบของน้ำด้วย และได้ทำตามความคิดของ โรเบิร์ต บอย์ด ในการที่จะหาว่าสารนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรคือความแตกต่างระหว่างสารผสมและสารประกอบ ทุกสิ่งที่เขาทำจะละเอียดถี่ถ้วนและเป็นระบบ



ลาวัวซิเอร์ ถูกประหารชีวิต ที่กลางเมืองปารีสด้วย กิโยติน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1794 ขณะอายุได้ 51 ปี ในข้อหาว่ากดขี่ข่มเหงด้วยการขูดรีดภาษี

Leonardo da Vinci:ลีโอนาร์โด ดาร์ วินชี

Leonardo da Vinci


ลีโอนาร์โด ดาร์ วินชี








--------------------------------------------------------------------------------



ลีโอนาร์โด ดาร์ วินชี เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีพรสวรรค์หลายด้าน เขาเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักสังเกต นักทดลอง นักประดิษฐ์ นักดาราศาสตร์ นักสถาปัตยกรรม เป็นคนแรกที่คิดถึง ความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะทำการบินได้เหมือนนก และเป็นคนวาดภาพโมนาลิซ่าที่มีชื่อเสียง เลโอนาร์โด ดา วินซี เกิดเมื่อปี ค.ศ.1452 ในประเทศอิตาลี เมื่อวัยเยาว์เขาเป็นเด็กที่ชอบสะสมแมลง และใช้เวลาว่างวาดรูป สัตว์เหล่านั้นได้เหมือนจริง อันเป็นรากฐานที่ทำให้เขาสร้างผลงานอันลือลั่นคือ ภาพโมนาลิซ่า ที่กล่าวกันว่ามีลักษณะการยิ้มที่เป็นปริศนาบางคน กล่าวว่าเขาจำลองแบบการยิ้มมาจากยิ้มของมารดา นอกจากงานวาดแล้วเขายังสังเกตการบินของนกและบันทึกไว้ว่า “การเคลื่อนปีกของนกมีความสมดุลของมันเอง ซึ่งมนุษย์ก็อาจหาดุลนั้นได้” จากสมมติฐานอันนี้เองที่เขาได้ร่างโครงแบบของเครื่องร่อนขึ้น ซึ่งมันก็เป็นแนวทางให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมาได้ศึกษาจนสร้าง เครื่องบินได้ในที่สุดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเขาก้าวหน้าไปไกลมาก เขาได้ร่างโครงสร้างของเฮลิคอปเตอร์ เครื่องร่อน เรือดำน้ำ ลูก ระเบิดไฟ เครื่องรีดเหล็ก ออกแบบสะพาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นมาจริงใน300-400 ปีต่อมา ดาวินซีถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ.1519 ที่ฝรั่งเศส ก่อนตายเขาปรับทุกข์กับเพื่อนคนหนึ่งว่า เขายังทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างเลย