Sunday, November 28, 2010

Lord Ernest Rutherford:ลอร์ดเออร์เนสท์ รัทธอร์ฟอร์ด

Lord Ernest Rutherford


ลอร์ดเออร์เนสท์ รัทธอร์ฟอร์ด





---------------------------------------------------------------------



ลอร์ดเออร์เนสท์ รัทธอร์ฟอร์ด เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านการทดลองชาวนิวซีแลนด์ เกิดในปี ค.ศ. 1871 และถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1939 งานชิ้นสำคัญของเขาคืองานเกี่ยวกับสสารกัมมันตรังสีและโครงสร้างของอะตอม

Louis-Jacques-Mandé Daguerre:หลุยส์ ยี. แอม. ดาแกร์

Louis-Jacques-Mandé Daguerre


หลุยส์ ยี. แอม. ดาแกร์







--------------------------------------------------------------------------------



หลุยส์ ยี. แอม. ดาแกร์ เป็นเพื่อนร่วมงานของยี. แอม. นีฟ ที่สานต่องานของนีฟจนประสบผลสำเร็จ ในการถ่ายภาพที่ได้ภาพคมชัดกว่า และใช้เวลาในการถ่ายน้อยกว่านีฟ



หลุยส์ ดาแกร์ เกิดในปี 1787 ที่ฝรั่งเศส เขาเริ่มอาชีพของเขาโดยเป็นคนเก็บภาษี และเป็นคนวาดภาพ เขาสนใจในการถ่ายภาพมาก จึงมาร่วมงานกับนีฟ หลังจากนีฟถึงแก่กรรมได้ 4 ปี ดาแกร์ก็ทำต่อ เขาพบว่า ถ้าใช้แผ่นเคลือบด้วยเงินและสารไอโอดีน จะได้ภาพที่ชัดเจนกว่าเดิม และใช้เวลาถ่ายน้อยกว่าคือ 20 นาที ในปี ค.ศ. 1839 เขาก็ได้แสดงวิธีการนี้ต่อผู้นำวิทยาศาสตร์ในฝรั่งเศส จนได้รับรางวัลถึง 6,000 ฟรังซ์


ดาแกร์ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1851

Louis Pasteur: หลุยส์ ปาสเตอร์

Louis Pasteur


หลุยส์ ปาสเตอร์







--------------------------------------------------------------------------------



ศาสตราจารย์หลุยส์ ปาสเตอร์ ผู้ค้นพบวัคซีนในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า และวิธีรักษาสิ่งของมิให้เน่าเสียโดยวิธีพาสเจอร์ไรซ์ หลุยส์ ปาสเตอร์ เมื่อตอนอายุ 9 ขวบ เขารีบรุดเข้าไปที่บ้านหลังเล็ก ๆ ในเมืองอะบออิส ใบหน้าของเขาซีดเผือด “แม่ครับ หมาบ้ากัดเฮนรี่เพื่อนของผม และตอนนี้พวกเขากกลังเอาเล็กเผาไฟนาบแผลของเขา มันน่ากลัวมาก ทำไมเขาต้องทำให้เฮนรี่เจ็บปวดอย่างนั้น” แม่เขาบอกกับเขา ว่า “โรคกลัวน้ำจ๊ะ การเอาเหล็กเผาไฟนาบลงบนแผลเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้เฮนรี่รอดผลจากการติดเชื้อโรคนั้นได้ ถ้าหากเขาติดเชื้อก็จะไม่มีใครรักษาเขาได้อีก” เฮนรี่ได้รับเชื้อโรคกลัวน้ำ และเสียชีวิตลงอย่างเจ็บปวดทรมานในอีกหลายวันต่อมา หลุยส์ ปาสเตอร์ไม่เคยลืมเหตุการณ์นั้นเลย “สักวันหนึ่ง” เขาคิด “ฉันจะต้องทำอะไรบ้างอย่างเพื่อช่วยผู้คนเช่นเฮนรี่” และสิ่งนี้คือแรงบันดาลใจให้เขาคิดค้นหาวิธีรักษาโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งหลุยส์ ปาสเตอร์ก็ทำสำเร็จในปี ค.ศ. 1885 ทั้งยังค้นพบวิธีรักษาสิ่งของไม่เน่าเสียโดยวิธพาสเจอร์ไรส์อีกด้วย



หลุยส์ ปาสเตอร์ เกิดในปี ค.ศ. 1822 ที่เมืองเล็กๆ ในประเทศฝรั่งเศส บิดาของเขาซึ่งเป็นคนฟอกหนังต้องการให้หลุยส์เป็นครู จึงส่งเขาไปเรียนที่กรุงปารีสจนสำเร็จการศึกษา และไดเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย เมื่ออายุได้ 32 ปี เขาได้แต่งงานกับลูกสาวของคณบดีของมหาวิทยาลัยสตราสเบิร์ก



จุลชีพเป็นสิ่งที่หลุยส์สนใจมาก ทุกคนรู้ว่าเนื้อจะเน่าเปื่อยถ้าเก็บไว้ในกลางแจ้ง และทุกคนสามารถมองเห็นตัวจุลชีพในเนื้อได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายมากๆ แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจุลชีพมาจากที่ใด นักวิทยาศาสตร์หัวโบราณคิดว่าเนื้อเน่าทำให้เกิดพวกมัน ความคิดเห็นอย่างอื่นเป็นสิ่งเหลวไหล แต่หลุยส์ไม่ค่อยแน่ใจนัก “จุลชีพแพร่พันธุ์ใช่ไหม ใช่ แต่พวกมันไปอยูในเนื้อได้อย่างไรล่ะ” เขาตั้งข้อสงสัย จากนั้นเขากลับไปยังมหาวิทยาลัยในกรุงปารีส ซึ่งเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการทางวิชาวิทยาศาสตร์ ในที่สุดเขาก็สามารถใช้เวลาทั้งหมดของเขาทำการค้นคว้าเรื่องจุลชีพ พ่อครัวของหลุยส์ต้องยุ่งอยู่กับการต้มซุปเนื้อ มิใช่สำหรับอาหารค่ำแต่ใช้สำหรับการทดลองของหลุยส์ เขาค้นพบว่า จุลชีพนั้นเกิดจากฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศมิใช่มาจากอาหารที่บูดเน่า เขาพิสูจน์โดยการนำเอาขวดซุปเนื้อขึ้นไปบนภูเขาแอลป์ ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์และไม่มีฝุ่นละออง เขาเปิดขวดเหล่านั้นและปล่อยทิ้งไว้ เขาพูดถูกไม่มีฝุ่นละออง และน้ำซุปไม่เสีย บนหิ้งต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ปาสเตอร์ในกรุงปารีสมีขวดปิดไว้ ซึ่งจัดทำขึ้นโดยเขา น้ำซุปเนื้อในนั้นยังคงไม่บูดเน่า หลังจากที่มันมีอายุนานกว่า 100 ปี การค้นคว้านี้ทำให้เกิดอาหารกระป๋อง และบรรจุขวดที่เรารู้จักกันมาจนทุกวันนี้ อาหารถูกปิดไว้ในกระป๋องหรือขวดด้วยความร้อนสูง ทำให้จุลชีพไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในนั้นได้



ในขณะนั้นหลุยส์ยังคงไม่สามารถรักษาโรคชนิดหนึ่งได้ นั่นคือ โรคกลัวน้ำ เขาไม่เคยลืมเฮนรี่เพื่อนของเขาเลย และเขาตัดสินใจที่จะค้นหาสาเหตุของโรค ซึ่งเป็นฆาตกรที่ร้ายกาจ เพื่อประโยชน์แก่เด็กอื่นๆ ที่ประสบโรคนั้น ตอนแรกเขาไม่สามารถค้นพบเชื้อจุลลินทรีย์ใดๆ เลย แม้ด้วยกล้องจุลทรรสน์ที่มีกำลังขยายมาก เขาเชื่อว่าบางสิ่งบางอย่างต้องอยู่ที่นั่น บางสิ่งบางอย่างที่เล็กมากจนไม่ปรากฏให้เห็นแม้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายมากที่สุด ซึ่งเขาเรียกมันว่าไวรัส หลังจากการทดลองที่เสี่ยงอันตรายหลายครั้ง เขาพบเชื้อไวรัสสมบูรณ์ที่สุดในบริเวณไขสันหลังของสัตว์ที่เป็นโรค เขาสามารถเพาะเชื้อไวรัสได้ และฉีดมันเข้าไปในสัตว์ตัวอื่นๆ ให้มันรับเชื้อโรคกลัวน้ำด้วย หลุยส์ทดลองฉีดไวรัสโรคกลัวน้ำแก่สุนัขทั้งสิบตัว วันต่อมาเขาเริ่มฉีดเชื้อไวรัสที่ทำให้อ่อนแอลงแล้วของเขาให้สุนัขทุกตัว การรักษาประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน ไม่มีสุนัขตัวใดติดโรคกลัวน้ำเลย การค้นพบวิธีรักษาโรคกลัวน้ำ ให้ความหวังใหม่แก่ผู้คนในหลายประเทศ การฉีดวัคซีนให้ผลสำเร็จในประเทศต่างๆ มากมาย ผู้คนที่มีความกตัญญูได้รับการรักษาจนหาย ส่งเงินมาช่วยเหลือเพื่อสร้างตึก ปาสเตอร์ อินสติทิวส์ ในกรุงปารีส ปัจจุบันนี้ ปาสเตอร์ อินสติทิวส์ ได้มีขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก เมื่อหลุย ปาสเตอร์ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1895 ผู้คนหลายล้านคนโศกเศร้าเสียดาย เขาไม่เพียงแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญเท่านั้น แต่เป็นบุคคลสำคัญอีกด้วย เขาเป็นคนอ่อนน้อม และสนใจกับเรื่องอนามัยของคนอื่นอยู่เสมอ

Marie Curie:มารี คูรี

Marie Curie


มารี คูรี







--------------------------------------------------------------------------------



มารี คูรี่ “ผู้ค้นพบแร่เรเดียม” นักวิทยาศาสตร์ที่รักการค้นคว้ายิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง และเสียชีวิตลงด้วยรังสีของแร่เรเดียม ซึ่งเธอได้คลุกคลีกับมาเป็นเวลานาน แร่เรเดียมที่นับได้ว่าช่วยเหลือคนรอดชีวิตมาเป็นจำนวนมาก กลับทำลายชีวิตของเธอเองอย่างน่าเสียดาย



เธอเกิดในประเทศโปแลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1867 เป็นบุตรีของศาสตราจารย์วลาดิสลาฟ สโคลโดว์สกา ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์และคำนวณ ซึ่งเธอได้รับการถ่ายทอดวิชาวิทยาศาสตร์จากบิดามาตั้งแต่เด็ก มารีสนใจในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์กายภาพมาก จึงได้เดินทางไปศึกษายังมหาวิทยาลัยซอร์บอน ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส



เมื่ออายุได้ 27 ปี เธอได้รู้จักกับปีแอร์ คูรี่ นักฟิสิกส์และเคมีชาวฝรั่งเศส และได้แต่งงานกันเมื่อปี 1895 ซึ่งปีแอร์มีส่วนช่วยในการค้นพบครั้งสำคัญนี้เป็นอย่างมาก มารีและสามี ได้ทำการทดลองค้นคว้าอย่างไม่หยุดยั้ง เธอแยกธาตุออกจากแร่พิทช์แเบลนด์ได้เป็นส่วนย่อย จนกระทั่งพบธาตุใหม่อีกธาตุหนึ่ง ในขั้นแรกเธอให้ชื่อว่า โปโลเนียม(Polonium) ซึ่งมีคุณสมบัติทางกัมมันตภาพรังสีอยู่มาก จนต่อมาเธอตัดสินใจเรียกธาตุใหม่นี้ว่า เรเดียม(Radium) ซึ่งมีคุณสมบัติสูงกว่ายูเรเนียมถึง 2 ล้าน 5 แสนเท่า เรเดียมสามารถแยกก๊าซหรืออากาศได้ และทำให้เกิดแสงเรือง มีพลังความร้อน ซ้ำยังเป็นโลหะที่มีอานุภาพทำลายชีวิตมนุษย์ได้อีกด้วย



ปิแอร์และมารี คูรี่ ได้รับการยกย่องในผลสำเร็จครั้งนี้อย่างมาก แม้แต่ในต่างประเทศ เช่น สมาคมวิทยาศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ของอังกฤษ ได้มอบเหรียญเดวี่ให้เป็นเกียรติแก่บุคคลทั้งคู่ มารี คูรี่ ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี ในปี 1911



ในขณะที่บุคคลทั้งสองกำลังรุ่งโรจน์อยู่นั้น เหตุร้ายก็เกิดขึ้นในตอนเช้าของวันที่ 19 เมษายน 1906 ปีแอร์ คูรี่ สามีของเธอก็ประสบอุปัทวเหตุ และถึงแก่กรรมตายทันที ยังความเศร้าสลดใจมาให้แก่มารี คูรี่ อย่างสุดซึ้ง และเกือบจะทำให้เธอยอมทอดทิ้งผลงานต่างๆ ที่ทำค้างไว้ทั้งสิ้น แต่ในไม่ช้าเธอก็หวนกลับมาสู้การค้นคว้าผลงานของเธอต่อไป



ในปี ค.ศ.1934 มารี คูรี่ ก็ล้มเจ็บลง ด้วยลักษณะอาการของคนที่อ่อนเพลีย หมดแรงลงอย่างรวดเร็ว และถึงแก่กรรมในเช้าวันที่ 4 กรกฎาคม 1934 แพทย์ตรวจพบภายหลังว่า กระดูกสันหลังของเธอถูกทำลายด้วยรังสีของแร่เรเดียม ซึ่งเธอได้คลุกคลีกับมันมาเป็นเวลานาน แร่เรเดียมที่นับได้ว่า ได้ช่วยคนรอดชีวิตมาเป็นจำนวนมากนั้น กลับทำลายชีวิตของเธออย่างน่าเสียดาย

Max Planck:แมกซ์ ปลังก์

Max Planck


แมกซ์ ปลังก์







--------------------------------------------------------------------------------



แมกซ์ ปลังก์ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1858 ในประเทศเยอรมัน เป็นนักฟิสิกส์ผู้มีชื่อเสียงอีกผู้หนึ่ง และเป็นผู้ให้กำเนิดทฤษฎีควอนตัม อันเป็นทฤษฎีหนึ่งในสองทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ได้ปฏิรูปความคิดทางฟิสิกส์ขนานใหญ่ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 (อีกทฤษฎีหนึ่งคือ ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์) จากการค้นพบทฤษฎีควอนตัมนี่เอง ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1918 หลังจากนั้นเขาได้พยายามอย่างมากในการทำให้ทฤษฎีของเขาใช้ได้กับฟิสิกส์ยุคดั้งเดิมของนิวตันและแมกซ์เวลล์ แต่ไม่ได้รับผลสำเร็จ จนในที่สุดไอน์สไตน์เป็นผู้ขยายความคิดของควอนตัมให้ไกลออกไปจากที่ปลังก์ได้ทำไว้


แมกซ์ ปลังก์ ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1947 ขณะมีอายุได้ 89 ปี

Michael Faraday:ไมเคิล ฟาราเดย์

Michael Faraday


ไมเคิล ฟาราเดย์







-----------------------------------------------------------------



ไมเคิล ฟาราเดย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการศึกษาน้อยและยากจน มีชีวิตอยู่ในสลัม แต่รักในการอ่านหนังสือ และชอบไปฟังการบรรยายของนักวิทยาศาสตร์สำคัญๆเสมอ จนได้เป็นลูกศิษย์ของเซอร์ฮัมฟรีย์ เดวี



ไมเคิล ฟาราเดย์ เกิดเมื่อวันที่ 22 กันยายน ปี ค.ศ.1791 เป็นบุตรของช่างเหล็กชาวอังกฤษ เนื่องจากฐานะไม่สู้ดี เขาจึงได้รับการศึกษาน้อย ยังไม่ทันเรียนสำเร็จก็ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน และใช้ชีวิตอยู่ในสลัมแห่งหนึ่งไม่มีวี่แววว่าจะเติบโตขึ้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงไปได้



เมื่อมีอายุได้ 13 ปี ไมเคิลก็ไปทำงานเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ และทำงานเย็บปกหนังสือในร้านขายหนังสือด้วย จากการงานนี้ทำให้เขามีใจรักหนังสือและหาโอกาสอ่านอยู่เสมอ โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาไฟฟ้าที่เขาสนใจที่สุด และก็ลองทำการทดลองดูด้วยตนเอง และหาโอกาสไปฟังการบรรยายของเซอร์ฮัมฟรีย์ เดวี ซึ่งเขาจะไปฟังทุกครั้ง และส่งจดหมายแสดงความประสงค์ที่จะขอไปเป็นเด็กรับใช้ของเซอร์ฮัมฟรีย์



เซอร์ฮัมฟรีย์ เดวีย์ เห็นชายหนุ่มมีความสนใจอย่างแรงกล้า จึงรับเข้าทำงานเป็นคนล้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ในห้องเครื่องมือ ทำให้เขามีโอกาสศึกษาวิชาทางวิทยาศาสตร์จากเซอร์ฮัมฟรีย์ จนเกิดความชำนาญ จนได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยและติดตามท่านเซอร์ไปในการเดินทางไปบรรยายทุกครั้ง



ในปี1821 ขณะที่ฟาราเดย์ได้ทำการทดลองเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า เขาก็พบปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่กระแสไฟฟ้าเดินตามเส้นลวดแล้วทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กรอบๆเส้นลวด กระแสนี้เมื่อนำเอาเข็มแม่เหล็กไปวางไว้ใกล้ กระแสนี้ก็จะหมุนไปเรื่อยๆ ด้วยหลักอันนี้ ฟาราเดย์จึงทดลองประดิษฐ์ไดนาโมเล็กๆขึ้น อันเป็นต้นกำเนิดของไดนาโมที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน



ไมเคิล ฟาราเดย์ ล้มป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมในบั้นปลายของชีวิต และถึงแก่กรรมเมื่อ ปี ค.ศ. 1867 ที่แฮมป์ตันคอร์ท เมื่ออายุได้ 76 ปี

Nicolas Copernicus:นิโคลาส โคเปอร์นิคัส

Nicolas Copernicus
นิโคลาส โคเปอร์นิคัส




-------------------------------------------------------

นิโคลาส โคเปอร์นิคัส เป็นนักดาราศาสตร์ผู้ศึกษาดาราศาสตร์ด้วยตาเปล่า เพราะกล้องโทรทรรศน์มีขึ้นภายหลังการค้นพบของเขาหลายปี กลางวันเขาจะเฝ้าดูดวงอาทิตย์ ส่วนกลางคืนเขาก็เฝ้าดูดาวผ่านเส้นเมอริเดียนที่เขาทำขึ้น เขาเป็นนักดาราศาสตร์ที่อาจหาญล้มล้างทฤษฎีของอริสโตเติล ซึ่งเป็นที่เชื่อถือกันมานานเป็นพันๆ ปี ว่าเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล

นิโคลาส โคเปอร์นิคัส เกิดที่เมืองตูรอน ประเทศโปแลนด์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1473 เขากำพร้าบิดาตั้งแต่อายุ 10 จึงอยู่ในความดูแลของลุงที่เป็นบิชอปแห่งเมืองเออร์มแลนด์ เขาได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ได้ปริญญาทั้งทางการแพทย์และการศาสนา แต่ก็มีความสนใจในการดาราศาสตร์เป็นอย่างมาก

คนในสมัยนั้นมีความเชื่อถือตามคำกล่าวของอริศโตเติลและปโตเลมี นักปราชญ์ชาวกรีกทางดาราศาสตร์ที่ว่า “โลกอยู่กับที่ และเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล โดยมีอาทิตย์และดวงดาวทุกดวงโคจรอยู่เป็นวงกลม” ซึ่งทฤษฎีเหล่านี้เชื่อถือต่อกันมานับเป็นพันปีๆ แต่สำหรับโคเปอร์นิคัสไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่ไม่กล้าแสดงอะไรออกมา เพราะความคิดหรือความเชื่อใดๆ ที่ขัดแย้งกับความเชื่อของอริสโตเติล ก็จะขัดกับหลักของศาสนาด้วย การขัดแย้งกับหลักของศาสนาในสมัยนั้นย่อมเป็นผลร้ายกับตัวเอง และจะถูกลงโทษอย่างหนัก

จนกระทั่งในปี ค.ศ 1543 โคเปอร์นิคัสก็เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งชื่อว่า De Revolutionibus Orbium Coelestium (เป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นรากฐานของดาราศาสตร์ปัจจุบัน) การเขียนหนังสือเล่มนี้เขาใช้เวลานานถึง 30 ปี จากการสังเกตและคำณวนในห้องทดลองนับร้อยๆ ครั้ง เขากล่าวว่า “ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์ของจักรวาล โดยมีโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์” ซึ่งคำกล่าวนี้ของเขาต่อมาได้ถูกยืนยันว่าถูกต้องจากนักดาราศาสตร์รุ่นต่อมา คือกาลิเลโอนั่นเอง หนังสือเล่มนี้กว่าจะได้จัดพิมพ์ก็เป็นในช่วงปลายชีวิตของเขา หลังจากเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จได้เพียง2-3 อาทิตย์ เขาก็ล้มป่วยเป็นอัมพาต และถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ.1548