Wednesday, July 27, 2011

Charles Darwin ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน

Charles Darwin
ชาร์ลส์ โรเบิร์ต  ดาร์วิน



---------------------------------------------------

ชาร์ลส์  โรเบิร์ต  ดาร์วิน  Charles Darwin เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1809 ในชูร์เบอรี่ ประเทศอังกฤษ บิดาของเขาเป็นนายแพทย์ ซึ่งต้องการให้ลูกชายดำเนินอาชีพทางด้านนี้เช่นกัน เขาจึงถูกส่งไปเรียนการแพทย์ที่เอดินเบอระ แต่ใจไม่ชอบทางนี้ ทั้งเคยหนีเรียนในชั่วโมงผ่าตัด เพราะทนเห็นเลือดไม่ได้ เรียนได้เพียงสองปีเขาจึงต้องลาออก  เขาชอบสะสมสิ่งของที่สนใจ เช่น แมลงที่ตายแล้ว(เขารู้สึกว่าเป็นความผิดที่ฆ่าพวกมัน) เปลือกหอย ไข่นก เหรียญต่างๆ และหินแปลกๆ จนภายหลังได้รับการยกย่องว่าเป็น นักธรรมชาติวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ เขาเล่าในภายหลังว่า การสะสมของเขาเป็นการเตรียมให้เขาเป็นนักธรรมชาติวิทยา หลังลาออกจากการเรียนแพทย์บิดาของส่งไปที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เพื่อเรียนทางศาสนา และบวชเรียนเป็นพระ  ที่นี่เองเขาได้รับการแนะนำจากอาจารย์สอนพฤกษ์ศาสตร์คนหนึ่ง ให้ไปเรียนวิชาธรณีวิทยาเพิ่มเติม จึงเท่ากับเป็นการเพิ่มความรู้ทางด้านธรรมชาติวิทยาที่เขาสนใจให้กว้างมากขึ้น มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งเขาได้เห็นแมลงที่หายากสองชนิดบนต้นไม้ เขาจับไว้ด้วยมือแต่ละข้างอย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็หันไปเห็นตัวที่สามหายากกว่า เขานำแมลงตัวหนึ่งในมือใส่เข้าปากอย่างรวดเร็ว และยื่นมือออกไปจับตัวที่สาม แต่ตัวที่อยู่ในปากของเขาคายน้ำชนิดหนึ่งออกมาทำให้เขาปวดแสบปวดร้อนที่ลิ้นอย่างมากจนต้องรีบคายแมลงตัวนั้นออกมา วันหนึ่งกองทัพเรือได้เตรียมการออกสำรวจรอบโลก ซึ่งถือเป็นโชคที่เข้ามาสู่ชีวิตของเขา การสำรวจรอบโลกครั้งนี้จะเดินทางโดยทางเรือชื่อ บีเกิล(Beagle) เพื่อเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการรับรองของศาสตราจารย์เฮนสโลว ดาร์วินได้รับเชิญให้เป็นสำรวจทางธรรมชาติวิทยาไปกับเรือลำนี้ด้วย การสำรวจใช้เวลานานถึง 5 ปี ทำให้ได้มีโอกาสเปรียบเทียบสัตว์และพืชจากส่วนต่างๆ ของโลก  เขาได้เห็นสัตว์ที่มีถุงหน้าท้อง เช่น จิงโจ้ ในประเทศออสเตรเลีย และในนิวซีแลนด์ ซึ่งจะไม่พบในประเทศอื่น เมื่อการสำรวจมาถึงหมู่เกาะกาลาพากอสในอเมริกาใต้   ก็ได้พบสัตว์ชนิดต่างๆ และพบว่าแต่ละเกาะมีสัตว์เฉพาะชนิดซึ่งไม่พบในเกาะอื่นๆ สิ่งที่พบเห็นทำให้เขาคิดหนัก สำหรับเขาเหมือนกับว่า สัตว์เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะพิเศษที่ช่วยให้มันมีชีวิตอยู่ได้ตามสภาพแวดล้อมนั้นๆ สัตว์ตัวใดไม่มีลักษณะเช่นนั้นก็ตายไปส่วนตัวใดที่อยู่ได้ก็ถ่ายทอดลักษณะนั้นๆ ไปสู่ลูกหลาน การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างช้าๆ ตลอดเวลาหลายพันปี โดยการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มจำนวนนี้คือสิ่งที่เรียกว่า วิวัฒนาการ  เขาได้เขียนผลงานชิ้นสำคัญของเขาเล่มแรกคือ เดอะ ซูโอโลจี ออฟ เดอะ บีเกิ้ลซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่เขาก็ไม่เร่งร้อนที่จะเปิดเผยความคิดของในเรื่องการกำเนิดชีวิต เพราะกังวลอย่างมากว่าจะไปขัดแย้งกับหลักศาสนาคริสต์ที่ทุกคนเชื่อถือและยอมรับ   แต่ก็ได้มีนักธรรมชาติวิทยาอีกคนหนึ่ง ชื่อวอลเลซ มีความเห็นเช่นเดียวกัน   ได้เขียนจดหมายถึงเขาในปี 1858  กับได้ส่งเอกสารไปให้เขาด้วย และยังขอร้องให้เขาส่งความเห็นไปยังมหาวิทยาลัย  เพราะ มีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน  แต่วอลเลซก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณชนดีหรือไม่   เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดความโกลาหล  จากการได้แรงสนับสนุนจากนักธรรมชาติวิทยาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นี่เองจึงทำให้อีกหนึ่งปีถัดมา หนังสือที่มีชื่อเสียงของดาร์วินชื่อ ออน ดิ ออริจิน สเปซี่ บาย มีนส์ ออฟ เนเชอราล ซีเลคชั่นได้รับการตีพิมพ์  และก็เป็นเหมือนที่ดาร์วินคาดคิดไว้ไม่มีผิด   มันทำให้เกิดความโกลาหล สิ่งที่ดาร์วินพูดถึงคือบอกว่า โลกนี้มิได้ถูกสร้างขึ้นภายในหนึ่งอาทิตย์อย่างที่คัมภีร์ทางศาสนาคริสต์บอกไว้   แต่มันมีอายุยาวนานมากกว่านั้น  มันได้เปลี่ยนแปลงไปในเวลานี้ และยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน และผิดแผกแตกต่างออกไปจากที่ตอนเริ่มเกิดขึ้นใหม่ๆ  มนุษย์พัฒนาขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิตที่ธรรมดาที่สุด เรื่องราวของอาดัมและอีฟในสวนอีเคนคงเป็นจริงไปไม่ได้   ผู้คนคิดว่า ดาร์วินบอกว่ามนุษย์สืบเชื้อสายมาจากลิง เป็นความคิดที่น่าละอายอย่างยิ่ง หนังสือของดาร์วินถูกนำไปเผาทิ้งด้วยความโกรธและขยะแขยง ฝ่ายศาสนจักรพร้อมที่จะเผชิญกับดาร์วิน ในปี 1860 พวกเขาเรียกประชุมที่อ็อกซ์ฟอร์ด พวกพระและนักวิทยาศาสตร์พบกันที่นั่นเพื่อถกเถียงกันถึงต้นกำเนิดของสัตว์และต้นไม้สำหรับเรา การประชุมกันแบบนี้ฟังดูเป็นเรื่องหัวโบราณเหลือเกิด แต่ในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องจริงจัง ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าความคิดเห็นของดาร์วินถูกต้อง และเรื่องราวของอาดัมกับอีฟเป็นแต่เพียงเรื่องเล่าขาน  ฝ่ายศาสนจักรยังคงมีอิทธิพลมากจนดาร์วินไม่เคยได้รับรางวัลเกียรติยศจากผลงานของเขาและจากการหมกมุ่นทำงานจนทำให้สุขภาพของเขาทรุดโทรมลง  แต่เขาก็ยังคงมุมานะทำงานต่อไปตามปณิธานที่ว่า เมื่อข้าพเจ้าต้องหยุดการสังเกต ข้าพเจ้าก็จะตายที่เขาพูดไว้ในวันที่ 17 เมษายน 1882 เขายังคงทำงานอยู่จนเสียชีวิตในอีกสองวันต่อมา.

Christian Huygens คริสเตียน ฮอยเก้นส์

Christian Huygens
คริสเตียน ฮอยเก้นส์





-------------------------------------------------------

Christian Huygens  เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฮอลแลนด์  เกิดเมื่อ 14 เมษายน ค.ศ. 1629  ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์  ถึงแก่กรรมเมื่อคริสเตียน ฮอยเก้นส์  8 มิถุนายน  1695 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์นาฬิกาลูกตุ้มในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และเป็นผู้ค้นพบดวงจันทร์ของดาวเสาร์  เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์  มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิชาแคลคูลัสสมัยใหม่   มีความเห็นว่าแสงประกอบด้วยคลื่น  ในปี ค.ศ. 1655 ได้ค้นพบดวงจันทร์ Titan บริวารของดาวเสาร์  และได้ทำการตรวจสอบวงต่างๆของดาวเสาร์พบว่าประกอบด้วยหิน   ได้สร้างนาฬิกาสำหรับใช้ในการเดินเรือ  และได้ค้นพบและทำการพิสูจน์การเคลื่อนไหวของลูกตุ้มนาฬิกา   ได้รับเลือกเป็นสมาชิก Royal Society เมื่อ ค.ศ. 1666 ต่อมาในปี ค.ศ. 1666 ได้ย้ายไปกรุงปารีสและเข้ารับตำแหน่งประธานของ French Royal Society 

Edward Jenner เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์

Edward Jenner
เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์





--------------------------------------------------------

ในปลายศตวรรษที่ 18 ผู้คนจำนวนมากล้มตายด้วยโรคฝีดาษ โรคนี้เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงและระบาดอย่างรวดเร็ว ผู้ที่รอดตายก็จะมีรอยแผลเป็นตามใบหน้าและร่างกายเป็นรูปุปะน่าเกลียด แม้ในปัจจุบันนี้ในบางประเทศโรคนี้จะสาบสูญไปแล้วก็จริง แต่บุคคลที่เป็นผู้ค้นพบวิธีรักษาให้หายจากโรคนี้ สมควรจะได้รับการยกย่องอย่างสูง บุคคลผู้นั้นก็คือ เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ Edward Jenner นายแพทย์ชาวอังกฤษ เจนเนอร์ เกิดในปีค.ศ. 1749 ที่คลอสเตอร์เชียร์ อังกฤษ เป็นบุตรชายของหมอสอนศาสนา ได้รับการศึกษาทางแพทย์ที่โรงพยาบาลเซนท์จอร์จ ภายหลังจากที่เคยทำงานเป็นลูกมือฝึกหัดนายแพทย์คนหนึ่ง เขาเริ่มเป็นแพทย์เมื่อปี ค.ศ. 1773 เจนเนอร์ต้องไปรักษาคนเป็นโรคฝีดาษบ่อยๆ เขาเริ่มใช้เวลาค้นคว้าเพื่อหาทางที่จะขจัดโรคฝีดาษนี้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งวันหนึ่ง เจนเนอร์ได้สังเกตพบว่า พวกหญิงคนงานรับจ้างรีดนมวัว ส่วนมากที่เป็นแผลฝีที่ติดมาจากฝีวัว (Cow pox) นั้น ไม่มีผู้ใดเป็นฝีดาษเลย ทั้งร่างกายของหญิงรีดนมวัวเหล่านี้ก็แข็งแรงดี แต่จะมีแผลฝีวัวติดตามง่ามมือและแขนขาบ้างเล็กน้อย ไม่มีอันตรายร้ายแรงอย่างไร ที่น่าคิดก็คือว่าผู้ที่เป็นฝีวัวเหล่านี้เหตุใดจึงไม่เป็นฝีดาษ ต่อมาวันหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1796 หญิงรีดนมวัวที่เป็นแผลฝีวัวเกิดขึ้นที่มือมาให้เจนเนอร์รักษา เขาจึงคัดเอาหนองฝีวัวจากมือผู้หญิงคนนั้นมาเก็บไว้ ภายหลังที่รักษาหญิงนั้นหายจากแผลฝีวัวแล้ว เจนเนอร์ลองเอาหนองฝีวัวนั้นมาทดลองกับเด็กผู้ชายอายุ 8 ขวบคนหนึ่งที่มีสุขภาพสมบูรณ์ดี โดยกรีดผิวหนังที่แขนของเด็กให้เป็นแผลแล้วเอาหนองฝีวัวใส่ลงไป ปรากฏว่าได้ผลดีจริง คือ เด็กคนนั้นไม่เป็นโรคฝีดาษเลย และไม่เป็นอันตรายอย่างไรด้วย เจนเนอร์ได้ทดลองและค้นคว้าในเรื่องนี้อย่างขะมักเขม้น ได้ปรับปรุงเรื่องฝีวัวนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนแน่ใจได้ว่าผลแน่นอนแล้ว เขาจึงได้ประกาศการค้บพบวิธีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษด้วยวิธีการปฏิบัติของเขาให้โลกรู้ โดยการพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับการค้นคว้า และทดลองป้องกันไข้ทรพิษอย่างได้ผล เมื่อปีค.ศ. 1798 ในระยะแรกๆ ไม่ค่อยมีคนศรัทธากันนัก แต่ก็ปรากฏว่าในจำนวนผู้ที่เข้ารับการปลูกวัคซีนจากเขาแล้วไม่มีใครเป็นฝีดาษเลย ในที่สุดวงการแพทย์ทั่วๆไปก็ยอมรับว่า วิธีการปลูกฝีวัวของเจนเนอร์เป็นวิธีที่ป้องกันได้ผลเด็ดขาด รัฐบาลอังกฤษได้อนุมัติเงินจำนวนหนึ่งหมื่นปอนด์ให้แก่เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ในปีพ.ศ. 2346 เพื่อจัดทำหนองฝี ออกใช้ป้องกันโรคไข้ทรพิษ เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1823 ที่บาคลีย์ บ้านเกิดของเขา มีอายุได้ 83 ปี

Etienne-Joseph Montgolfier เอเตียนและโจเซฟ มองต์โกลฟิเย

Etienne-Joseph Montgolfier
(เอเตียนและโจเซฟ มองต์โกลฟิเย)



-----------------------------------------------------------

ผู้ที่ทำให้ความฝันของมนุษย์ในการบินขึ้นไปบนท้องฟ้าสำเร็จเป็นพวกแรก โดยอาศัยยานพาหนะที่เรียกว่าบัลลูนก็คือ พี่น้องตระกูลมองต์โกลฟิเยนั่นเอง   เอเตียนและโจเซฟ มองต์โกลฟิเย Etienne-Joseph Montgolfier สองพี่น้องชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์ลูกบัลลูนขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1783 ทั้งคู่ใช้ลมร้อนหรือไอร้อน โดยใช้หม้อไฟผูกเข้าข้างใต้ลูกบัลลูนไอร้อนซึ่งเบากว่าอากาศจะดันลูกบัลลูนให้ลอยขึ้นไป มันลอยไปได้ราว 1 ไมล์กว่าก่อนจะตกลงสู่พื้น นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของมนุษย์ก่อนที่จะมีการดัดแปลงไปเป็นพาหนะอย่างอื่นๆเช่น เครื่องร่อนจนมาถึงเครื่องบินในที่สุด

Wednesday, February 2, 2011

Evangelista Torricelli:อีวานเจอลิสตา ทอริเชลลิ

Evangelista Torricelli


อีวานเจอลิสตา ทอริเชลลิ







---------------------------

บุคคลสำคัญของโลกผู้นี้ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียน เกิดเมื่อ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1608 ที่เมืองฟาแอนซา (เมืองที่อยู่ในเขตการปกครองของพระสันตะปาปา) ประเทศอิตาลี



ทอริเซลลิเป็นเด็กกำพร้าบิดาตั้งแต่ตอนเยาว์วัย แต่ได้อยู่ในความความดูแลของลุงซึ่งเป็นพระในนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งเป็นผู้ส่งเสียให้เขาเข้าศึกษาในวิทยาลัยของทางศาสนาแห่งหนึ่ง เมื่อปี ค.ศ. 1624 โดยศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์และปรัชญาจนถึงปี ค.ศ. 1626



ต่อมาทอริเซลลิก็ได้ถูกส่งไปที่กรุงโรมเมื่อค.ศ. 1627 เพื่อศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ภายใต้การดูแลของศาสตราจารย์ เบเนเนตโต คาสเตลลี ศาสตราจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์แห่งวิทยาลัยคอลลีจีโอ เดลลา ซาเปียนซา เมืองปิซา



เมื่อกาลิเลโอถูกประหารชีวิตเมื่อ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 ทอริเซลลิก็ได้รับเชิญให้เป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปีซาแทนกาลิเลโอ



คุณูปการสำคัญที่ทอริเซลลิมีต่อโลก คือเป็นผู้พิสูจน์ให้เห็นว่าอากาศมีน้ำหนักและมีแรงขับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก



ทอริเซลลิถึงแก่กรรมเมื่อ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1647 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี หลังจากที่ติดเชื้อไข้ไทยฟอยด์ได้ไม่กี่วัน ศพของเขาถูกฟังไว้ที่เมืองซานโลเรนโซ

Galileo:กาลิเลโอ

Galileo

กาลิเลโอ







---------------------------------------


บุคคลสำคัญของโลกคนต่อไป คือ กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์และนาฬิกาลูกตุ้มเป็นคนแรก เขาเป็นผู้คัดค้านทฤษฎีของอริสโตเติลที่ว่า วัตถุหนักจะตกเร็วกว่าวัตถุที่เบากว่า และหักล้างทฤษฎีของอริสโตเติลที่กล่าวว่า ดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก ความเชื่อของกาลิเลโอ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นความคิดที่ขัดต่อศาสนา จนถูกจับไปทรมาน และถูกบังคับให้แสดงให้สาธารณชนเห็นว่าคำกล่าวของเขานั้นผิด เขาโชคร้ายที่มีชีวิตอยู่ในช่วงที่ประชาชนมีความหวาดกลัวต่อความคิดใหม่ๆ แต่สำหรับในปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก



กาลิเลโอ กาลิเลอิ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 ที่เมืองปิซา ประเทศอิตาลี บิดาของเขาเชี่ยวชาญในทางคณิตศาสตร์ และการดนตรีมาก หลังจากกาลิเลโอเกิดไม่กี่ปี ครอบครัวของเขาก็ย้ายภูมิลำเนาจากเมืองปิซา ไปอยู่เมืองฟลอเรนซ์ ตลอดเวลาที่เรียนกาลิเลโอก็ได้แสดงให้เห็นว่ามีความเฉลียวฉลาดพอที่จะเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ สมตามที่บิดาของเขามุ่งหวังไว้ได้



กาลิเลโอสนใจวิชาการแพทย์น้อย ที่เรียนก็ด้วยความจำใจและเบื่อหน่าย แต่เมื่อถึงคราวเรียบนวิชาวิทยาศาสตร์เขาจะตื่นเต้นและเรียนได้อย่างสนุก



วันหนึ่งขณะที่กาลิเลโอ นั่งอยู่ในโบสถ์ของเมืองปิซา เขาได้สังเกตการแกว่งของตะเกียงที่ห้อยลงมาจากเพดานโบสถ์ เขาพบว่าการแกว่งของตะเกียงแต่ละครั้งมีระยะวงกว้งไม่เท่ากัน วงที่แกว่งกว้างน่าจะกินเวลานานกว่า กาลิเลโอคิดอย่างนี้ แต่เพื่อให้แน่ใจ เขาลองจับชีพจรของเขาเพื่อทดสอบเวลาการแกว่งของตะเกียง ผลปรากฏว่าการแกว่งทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นวงกว้างหรือวงแคบใช้เวลาเท่ากันทุกครั้ง กาลิเลโอกลับไปทำการทดลองที่บ้านอีก จากผลงานชื้นนี้เอง เขาได้ตั้งกฎเกี่ยวกับการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกาขึ้น และเขายังได้ใช้กฎนี้ประยุกต์ทำเครื่องจับเวลาขึ้นมาด้วย



อริสโตเติลได้บอกว่า วัตถุหนักจะตกเร็วกว่าวัตถุที่เบากว่า และทุกคนตั้งแต่สมัยของอริสโตเติลก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น น้อยคนนักที่จะกล้าสงสัยหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่อริสโตเติลได้เขียนเอาไว้ แต่กาลิเลโอพูดว่า ถ้าขึ้นไปบนหอเอนเมืองปิซา แล้วทิ้งวัตถุ 2 ชิ้นลงมา ชิ้นหนึ่งหนักกว่าอีกชิ้นหนึ่ง วัตถุทั้ง 2 จะตกถึงพื้นพร้อมกัน เพราะวัตถุทั้ง 2 ตกด้วยความเร็วที่เท่ากัน ประชาชนในเมืองปิซาโกรธแค้นกาลิเลโอมากที่เขากล้ามีความคิดค้านอริสโตเติล และประชาชนในยุคนั้นก็ไม่ชอบที่จะให้มีการพิสูจน์ว่าความเชื่อถือของตนนั้นผิด ใน ค.ศ. 1592 เขาต้องถูกขับออกจากมหาวิทยาลัย และประชาชนเสื่อมความนิยมลงไปมาก ปีเดียวกันนี้กาลิเลโอไปอยู่มหาวิทยาลัยปาดัว(Padua) และทำการสอนอยู่มหาวิทยาลัยแห่งนี้นานถึง 18 ปี



ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1610 กาลิเลโอได้ค้นพบสิ่งที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง คือค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัส 4 ดวง ด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่เขาสร้างขึ้นเอง ในสมัยนั้นประชาชนเชื่อตามอริสโตเติลว่า ทุกสิ่งทุกอย่างหมุนรอบโลกและความเชื่อเช่นนี้ยังเชื่อถือกันสืบต่อมา หลังจากยุคของโคเปอร์นิคัสมาอีกราว 60 ปี ทั้งๆที่โคเปอร์นิคัส ได้พรรณนาให้ทราบแล้วว่าดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจรรอบดวงอาทิตย์ การค้นพบของกาลิเลโอ แสดงให้เห็นว่า ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสนั้นโคจรรอบดาวพฤหัส เช่นเดียวกับที่โคเปอร์นิคัสกล่าวว่า ดวงจันทร์ของโลกโคจรรอบโลก นี่เป็นความเห็นที่ตรงกันของโคเปอร์นิคัส และกาลิเลโอ



ในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต กาลิเลโอเก็บตัวเงียบ เหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก แต่เขายังคงสอนสานุศิษย์ของเขาอยู่เหมือนเดิม ว่างการสอนก็วิเคราะห์วิจัย และสร้างเครื่องมือใหม่ๆ และแต่งตำราที่ใหญ่ยิ่งในชีวิตของเขาว่าด้วยการเคลื่อนที่และเครื่องกล



กาลิเลโอถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 ขณะมีอายุได้ 78 ปี

======================================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

George Richards Minot:จอร์จ ริชาร์ด มินอท

George Richards Minot


จอร์จ ริชาร์ด มินอท



บุคคลสำคัญของโลกท่านต่อไป คือ จอร์จ ริชาร์ด มินอท เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1885 ที่เมืองบอสตัน รัสแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา จอร์ชเรียนจบทางด้านการแพทย์จนได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตในปี ค.ศ. 1912 และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์ เมื่อปี ค.ศ. 1928




สมัยที่จอร์จ มินอท เรียนแพทย์อยู่นั้น เขาสนใจในเรื่องความผิดปกติของโลหิต และได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับมะเร็งในเม็ดเลือด ความผิดปกติของเซลล์น้ำหนอง โรคอันเกิดจากเม็ดเลือดแดงมีมากกว่าปกติ โรคขาดสารอาหารที่ทำให้เกิดโรคประสาทและโรคเลือด รวมทั้งการถ่ายเลือด และได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับการที่เลือดไหลไม่หยุดเนื่องจากการป่วยด้วยโรคโลหิตจางเป็นเวลานานๆและยังได้ศึกษาลักษณะของเลือดในผู้ป่วย อันเกิดจากมลพิษทางอุตสาหกรรม แต่งานที่เขาให้ความสนใจมากที่สุดก็คือการวิจัยโรคโลหิตจาง



จอร์จเริ่มศึกษาเกี่ยวกับโรคโลหิตจางเมื่อปี ค.ศ. 1918 โดยร่วมทำงานกับวิลเลียม พี. เมอร์ฟีย์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานของ จอร์ช ฮอยต์ วิปเปิล ที่วิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรคโลหิตจางในสุนัข และในปี ค.ศ. 1926 เขากับเมอร์ฟีย์ได้แสดงวิธีการรักษาโรคโลหิตจางชนิดร้ายแรงด้วยตับอย่างได้ผลดี และได้พิมพ์ผลงานชิ้นแรกในปี ค.ศ. 1926 ชื่อ “การรักษาโรคโลหิตจางชนิดร้ายแรงโดยการให้อาหารเป็นพิเศษ” (คือการให้คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคโลหิตจางรับประทานตับ) ซึ่งทำให้คนทั้งสามคนได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ. 1934



จอร์จ ริชาร์ด มินอท ถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ. 1950 ขณะมีอายุได้ 65 ปี