Thursday, July 28, 2011

Aristotle อริสโตเติล

Aristotle
อริสโตเติล




------------------------------------------------------

บุคคลสำคัญที่ชาวโลกกล่าวขวัญถึงโดยมิรู้ลืม คือ อริสโตเติล  Aristotle เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาชาวกรีกสมัยโบราณ ได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้ที่ทำการศึกษาค้นคว้าในวิทยาศาสตร์ทุกๆแขนง มาเป็นเวลามากกว่า 2,000 ปี และเป็นนักสังเกตการณ์ทางธรรมชาติที่เชี่ยวชาญผู้หนึ่ง ทฤษฎีของเขาส่วนมากเป็นที่ยอมรับนับถือมากจนถึงสมัยศตวรรษที่ 14  แม้ทฤษฎีของเขาบางอย่างภายหลังมาพิสูจน์ว่าผิด  ตัวอย่างเช่น ความเชื่อที่ว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ก็ต้องเข้าใจว่าในสมัยนั้นยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์เลย แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นนักสังเกตและนักคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง อริสโตเติล เกิดเมื่อปี 260 ก่อนคริสตกาล ที่ประเทศกรีซ บิดาของเขาเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของกษัตริย์แห่งมาซีดอน(Macedon) เมื่อเขาอายุได้ 18 ปี อริสโตเติลเดินทางไปศึกษาที่เมืองเอเธนส์โดยเป็นศิษย์ของพลาโต (Plato) นักปราชญ์ชาวกรีกผู้มีชื่อเสียง จากการเป็นนักค้นคว้า นักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และความเป็นคนช่างสังเกต ทำให้เขาได้สรุปความคิดเห็นและความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งต่างๆไว้หลายประการ  เช่น เป็นคนแรกที่แสดงให้คนในสมัยนั้นเชื่อว่าโลกมีสัณฐานกลม ซึ่งเขาได้ข้อสรุปนี้มาจากการสังเกตว่า เมื่อเกิดจันทรุปราคา เงาของโลกที่ทอดไปยังดวงจันทร์นั้นโค้งไม่ได้เป็นเส้นตรง วัตถุที่มีส่วนโค้งเท่านั้นจึงจะให้เกิดเงาที่โค้งได้ ดังนั้นโลกจึงต้องมีรูปร่างที่มีส่วนโค้ง นอกจากนั้นก็เป็นคนแรก ที่ให้ความเห็นว่าโลกอยู่ตรงกลางของจักรวาล โดยมีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์หมุนรอบ  ซึ่งความเห็นข้อนี้ได้รับความเชื่อถือมาหลายร้อยปี จนกระทั่ง นิโคลลัส โคเปอร์นิคัสนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้พิสูจน์ว่าแท้จริงแล้ว โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลที่แท้จริง อริสโตเติล เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันได้ทราบเรื่องผลงานของเขา เขาเป็นคนแรกที่ได้บันทึกพฤติกรรมของสัตว์และพืช นอกจากนั้นก็ยังสนใจในพฤติกรรมของมนุษย์ อย่างลึกซึ้งและมีความเชื่อว่า มนุษย์ทุกๆ คนมีความสามารถและความคิดไม่เท่ากัน แต่ทุกคนมีโอกาสที่จะเก่งได้เท่ากัน อริสโตเติล มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย คนหนึ่งนั้นก็คือ อเล็กซานเดอร์ โอรสของกษัตริย์ฟิลลิปแห่งเมืองมาซีดอน ซึ่งกลายมาเป็นผู้มีอำนาจสูงที่สุดในโลกและเป็นผู้ครอบครองกรีซทั้งหมด ตลอดจนเปอร์เซียจนถึงประเทศอินเดีย แต่เมื่ออเล็กซานเดอร์มหาราชสิ้นพระชนม์เมื่อปี323 ก่อนคริสต์ศักราช อริสโตเติลก็เสียผู้มีอำนาจที่จะสนับสนุน และมีหลายคนในเอเธนส์ที่ไม่ชอบเขา เขาจึงตัดสินใจหนีออกจากเอเธนส์พร้อมกับลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง ก่อนที่จะถูกศัตรูทำร้าย อริสโตเติล ถึงแก่กรรมเมื่อ 322 ปีก่อนคริสตกาล รวมอายุได้ 62 ปี

Benjamin Franklin เบนจามิน แฟรงคลิน

Benjamin Franklin
เบนจามิน แฟรงคลิน



----------------------------------------------

บุคคลสำคัญของโลกอีกผู้หนึ่ง คือ เบนจามิน แฟรงคลิน Benjamin Franklin เป็นนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับไฟฟ้า การพิมพ์และการเกษตร แม้เขาจะมีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียนน้อยมาก แต่จากการเป็นนักอ่าน นักค้นคว้าและนักประดิษฐ์นี่เอง ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น เขาเกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ปี ค.ศ.1706 ในประเทศอังกฤษ   มีพี่น้องทั้งหมด 17 คน เขาเป็นคนที่ 15 บิดามีอาชีพเป็นคนผลิตเทียนไขกับสบู่ ครอบครัวได้ลี้ภัยทางศาสนาจากประเทศอังกฤษไปตั้งรกรากอยู่ในอเมริกา ซึ่งขณะนั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่เขายังอายุน้อย บิดาได้ส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้าน แต่ผลการเรียนไม่ค่อยดีนักเพราะอ่อนคำนวณ บิดาจึงให้ออกจากงานโรงเรียนมาช่วยงานทางบ้าน ซึ่งเขาไม่ค่อยชอบงานด้านนี้นัก เพราะชอบงานทางด้านหนังสือมากกวาา   บิดาจึงส่งไปอยู่กับพี่ชายที่เมืองบอสตัน ซึ่ง มีกิจการโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง เบนจามิน แฟรงคลิน เริ่มฝึกงานช่างพิมพ์ด้วยเหตุว่าเขาสนใจงานด้านนี้มาก่อน จึงตั้งอกตั้งใจทำงานประกอบกับสนใจทางด้านหนังสือ จึงฝึกเขียนบทความลงในหนังสือโดยสอดไว้ในกองต้นฉบับโดยไม่บอกให้พี่ชายทราบ   เจมส์ซึ่งเป็นพี่ชายเมื่ออ่านดูก็ชอบใจและนำลงพิมพ์ออกสู่ท้องตลาดโดยไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร ข้อเขียนนั้นได้รับความนิยมอย่างสูง จนมีการลงพิมพ์ผลงานชิ้นอื่นๆอีกหลายชิ้น แต่พอความจริงเปิดเผยออกมา เจมส์กลับโกรธมาก และไม่ยองลงเรื่องที่เบนจามินเขียนอีกเลย เมื่อขัดใจกับพี่ชาย   จึงลาออกจากงานเดินทางไปเมืองฟิลาเดลเฟียเพื่อทำงานด้านการพิมพ์ของตัวเองขึ้นบ้าง ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มสนใจเกี่ยวกับไฟฟ้า โดยเฉพาะปรากฏการณ์ทางธรรมชาติคือฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่าซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครให้คำตอบที่ถูกต้องได้  ในปีพ.ศ.1752 จึงเริ่มค้นหาความจริงเกี่ยวกับไฟฟ้าในอากาศ โดยใช้วิธีชักว่าวขึ้นไปบนท้องฟ้าเวลาฝนตกซึ่งเป็นการทำที่เสี่ยงอันตรายมาก ว่าวของเขาทำจากผ้าแพรปิดบนโครง มีเหล็กแหลมติดที่ตัวว่าว ปลายสายผูกลูกกุญแจทองเหลืองและใช้ริบบิ้นผูกกับสายว่าวอีกทีหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่จับ พอฝนเริ่มตั้งเค้า เขาก็เริ่มส่งว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้า พอโดนฝนสายเชือกที่ชักว่าวก็เปียกโชก มันจึงกลายเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี และไฟฟ้าในกลุ่มเมฆก็เคลื่อนที่จากตัวว่าวมาสู่ลูกกุญแจทางสายป่าน เบนจามินทราบดีว่าริบบิ้นเป็นฉนวนป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าไหลผ่านเข้าสู่ตัวเขา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รับอันตรายจากการทดลองครั้งนี้ เขาทำการทดลองต่อไป โดยเอาเศษหญ้าจ่อชิดลูกกุญแจ ก็เกิดประกายไฟจากลูกกุญแจมาสู่มือของเขา และเมื่อเขาลองเอากุญแจหย่อนลงเกือบถึงพื้นดิน ก็เกิดประกายไฟฟ้าระหว่างพื้นดินกับลูกกุญแจอีก เขาจึงลงความเห็นว่าไฟฟ้า ที่มีอยู่ในอากาศนั่นเองเป็นตัวการทำให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า การจะป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากการถูกฟ้าผ่าก็คือการระบายประจุออกจากไฟฟ้าที่มีสะสมอยู่ในก้อนเมฆในอากาศให้ลดน้อยลง ซึ่งจะทำได้ก็โดยการใช้โลหะปลายแหลมและสายไฟฟ้าที่เป็นสื่อไฟฟ้าตั้งไว้ในที่สูงแล้วต่อมายังพื้นดิน และฝังส่วนปลายที่จ่อลงดินไว้กับแผ่นโลหะขนาดใหญ่ให้ลึกเพื่อเป็นการระบายประจุไฟฟ้า แต่ต้องไม่ให้สายที่ต่อนั้นโค้งงอจนเป็นมุมฉากเพราะอาจเกิดการลัดวงจรได้ ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้ซึ่งเรียกกันว่า “สายล่อฟ้า” นอกจากการคิดประดิษฐ์สายล่อฟ้าแล้ว เขาก็ยังมีความรอบรู้เกี่ยวกับเกษตร โดยเป็นคนแรกที่แนะให้เกษตรกรแก้ความเป็นกรดของดินโดยการโรยปูนขาว ซึ่งนับเป็นประโยชน์ในการเกษตรกรรมเป็นอันมาก จากการเป็นนักคิด นักประดิษฐ์นี่เอง ทำให้เขาได้รับการยกย่อง และได้รับเกียรติจากราชสมาคมอังกฤษให้เข้าเป็นสมาชิกด้วย ซึ่งการเข้าเป็นราชสมาคมอังกฤษสมัยนั้นนับว่ายากที่สุด และสิ่งที่น่าสรรเสริญเกี่ยวกับตัวเขาอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ ผลงานและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆของเขานั้น ไม่เคยนำไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์เลย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อื่นมีสิทธิ์ที่จะประดิษฐ์สิ่งนั้นขึ้นใช้ได้ นอกจากจะไม่หวงผลงานแล้ว เขากลับส่งเสริมและแนะนำบุคคลอื่นๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เขารู้อีกด้วย นับว่าเขาเป็นคนที่น่ายกย่องสรรเสริญที่สุดคนหนึ่ง เมื่ออเมริกาได้รับอิสรภาพ  เขาก็ได้รับการติดต่อให้เข้ารับตำแหน่งหน้าที่อันใหญ่โตผู้หนึ่งในคณะผู้บริหาร แต่เขาก็ตอบปฏิเสธไปโดยเห็นว่าตัวเองอายุมากแล้ว และอยากจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบกับงานเขียนและงานพิมพ์ที่เขาชื่นชอบ เขาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1790 ขณะมีอายุได้ 84 ปี

Wednesday, July 27, 2011

Carolus Linnaeus คาโรลัส ลินเนียส

Carolus Linnaeus
คาโรลัส ลินเนียส




-----------------------------------------------

คาโรลัส   ลินเนียส  Carolus Linnaeus  ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งการจำแนกพฤกษศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ที่ช่วยขจัดความสับสนในการจัดหมวดหมู่ของพืช   จนเกิดชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ ที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์และนักพฤกษศาสตร์ ทั่วโลกมีความเข้าใจตรงกัน เขาได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ของสวีเดนให้เป็นอัศวินแห่งดาวเหนือ (Knight of Polar Star) เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ได้รับเกียรตินี้   เขา เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1707 ในเมืองเล็กๆทางใต้ของสวีเดน โดยมีบิดาเป็นหมอสอนศาสนาและต้องการให้เขาดำเนินรอยตาม แต่เขากลับสนใจเรื่องพืชในสวนที่บ้านของตนเอง  ต่อมาไม่นานเขาก็ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอุปซาลา เมื่อจบมาแล้วก็เป็นอาจารย์สอนเรื่องพฤกษศาสตร์ ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีการจัดหมวดหมู่ที่แน่นอนของพืช เพราะยังไม่มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์เหมือนในปัจจุบัน  เขาเป็นคนที่มีระเบียบเขาจึงได้จัดระบบจำแนกพืช เพื่อให้คนทั่วโลกใช้ร่วมกันได้ เขาแบ่งแยกพืชเป็นพวกๆ โดยยึดเอาจำนวนของเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกไม้แต่ละชนิด และจัดแบ่งตามลำดับระหว่างจำนวนตามสัดส่วนของเกสรตัวเมียของดอกไม้แต่ละชนิด จากนั้นก็จะแบ่งตามตระกูลของพืช บนพื้นฐานของความแตกต่างของส่วนย่อย เขได้ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮัมเบอร์ก ประเทศเยอรมนีอยู่ระยะหนึ่ง  เพื่อศึกษาการสะสมพืชของนักพฤกษศาสตร์ที่มีชื่อเสียง และได้เข้าศึกษาทางด้านแพทย์ที่ฮอลแลนด์ต่อจนได้ปริญญาทางการแพทย์ จากนั้นจึงเดินทางกลับสวีเดนและเริ่มอาชีพทางแพทย์อยู่หลายปี ก่อนจะกลับไปเป็นศาสตราจารย์ทางพฤกษศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอุปซาลา และได้เขียนตำราเกี่ยวกับการตั้งชื่อพืชในปี 1753 ซึ่งยังคงใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน เขาถึงแก่กรรมในปี 1778 ที่อุปซาลา  เมื่ออายุได้ 71 ปี

Charles Darwin ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน

Charles Darwin
ชาร์ลส์ โรเบิร์ต  ดาร์วิน



---------------------------------------------------

ชาร์ลส์  โรเบิร์ต  ดาร์วิน  Charles Darwin เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1809 ในชูร์เบอรี่ ประเทศอังกฤษ บิดาของเขาเป็นนายแพทย์ ซึ่งต้องการให้ลูกชายดำเนินอาชีพทางด้านนี้เช่นกัน เขาจึงถูกส่งไปเรียนการแพทย์ที่เอดินเบอระ แต่ใจไม่ชอบทางนี้ ทั้งเคยหนีเรียนในชั่วโมงผ่าตัด เพราะทนเห็นเลือดไม่ได้ เรียนได้เพียงสองปีเขาจึงต้องลาออก  เขาชอบสะสมสิ่งของที่สนใจ เช่น แมลงที่ตายแล้ว(เขารู้สึกว่าเป็นความผิดที่ฆ่าพวกมัน) เปลือกหอย ไข่นก เหรียญต่างๆ และหินแปลกๆ จนภายหลังได้รับการยกย่องว่าเป็น นักธรรมชาติวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ เขาเล่าในภายหลังว่า การสะสมของเขาเป็นการเตรียมให้เขาเป็นนักธรรมชาติวิทยา หลังลาออกจากการเรียนแพทย์บิดาของส่งไปที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เพื่อเรียนทางศาสนา และบวชเรียนเป็นพระ  ที่นี่เองเขาได้รับการแนะนำจากอาจารย์สอนพฤกษ์ศาสตร์คนหนึ่ง ให้ไปเรียนวิชาธรณีวิทยาเพิ่มเติม จึงเท่ากับเป็นการเพิ่มความรู้ทางด้านธรรมชาติวิทยาที่เขาสนใจให้กว้างมากขึ้น มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งเขาได้เห็นแมลงที่หายากสองชนิดบนต้นไม้ เขาจับไว้ด้วยมือแต่ละข้างอย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็หันไปเห็นตัวที่สามหายากกว่า เขานำแมลงตัวหนึ่งในมือใส่เข้าปากอย่างรวดเร็ว และยื่นมือออกไปจับตัวที่สาม แต่ตัวที่อยู่ในปากของเขาคายน้ำชนิดหนึ่งออกมาทำให้เขาปวดแสบปวดร้อนที่ลิ้นอย่างมากจนต้องรีบคายแมลงตัวนั้นออกมา วันหนึ่งกองทัพเรือได้เตรียมการออกสำรวจรอบโลก ซึ่งถือเป็นโชคที่เข้ามาสู่ชีวิตของเขา การสำรวจรอบโลกครั้งนี้จะเดินทางโดยทางเรือชื่อ บีเกิล(Beagle) เพื่อเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการรับรองของศาสตราจารย์เฮนสโลว ดาร์วินได้รับเชิญให้เป็นสำรวจทางธรรมชาติวิทยาไปกับเรือลำนี้ด้วย การสำรวจใช้เวลานานถึง 5 ปี ทำให้ได้มีโอกาสเปรียบเทียบสัตว์และพืชจากส่วนต่างๆ ของโลก  เขาได้เห็นสัตว์ที่มีถุงหน้าท้อง เช่น จิงโจ้ ในประเทศออสเตรเลีย และในนิวซีแลนด์ ซึ่งจะไม่พบในประเทศอื่น เมื่อการสำรวจมาถึงหมู่เกาะกาลาพากอสในอเมริกาใต้   ก็ได้พบสัตว์ชนิดต่างๆ และพบว่าแต่ละเกาะมีสัตว์เฉพาะชนิดซึ่งไม่พบในเกาะอื่นๆ สิ่งที่พบเห็นทำให้เขาคิดหนัก สำหรับเขาเหมือนกับว่า สัตว์เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะพิเศษที่ช่วยให้มันมีชีวิตอยู่ได้ตามสภาพแวดล้อมนั้นๆ สัตว์ตัวใดไม่มีลักษณะเช่นนั้นก็ตายไปส่วนตัวใดที่อยู่ได้ก็ถ่ายทอดลักษณะนั้นๆ ไปสู่ลูกหลาน การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างช้าๆ ตลอดเวลาหลายพันปี โดยการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มจำนวนนี้คือสิ่งที่เรียกว่า วิวัฒนาการ  เขาได้เขียนผลงานชิ้นสำคัญของเขาเล่มแรกคือ เดอะ ซูโอโลจี ออฟ เดอะ บีเกิ้ลซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่เขาก็ไม่เร่งร้อนที่จะเปิดเผยความคิดของในเรื่องการกำเนิดชีวิต เพราะกังวลอย่างมากว่าจะไปขัดแย้งกับหลักศาสนาคริสต์ที่ทุกคนเชื่อถือและยอมรับ   แต่ก็ได้มีนักธรรมชาติวิทยาอีกคนหนึ่ง ชื่อวอลเลซ มีความเห็นเช่นเดียวกัน   ได้เขียนจดหมายถึงเขาในปี 1858  กับได้ส่งเอกสารไปให้เขาด้วย และยังขอร้องให้เขาส่งความเห็นไปยังมหาวิทยาลัย  เพราะ มีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน  แต่วอลเลซก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณชนดีหรือไม่   เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดความโกลาหล  จากการได้แรงสนับสนุนจากนักธรรมชาติวิทยาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นี่เองจึงทำให้อีกหนึ่งปีถัดมา หนังสือที่มีชื่อเสียงของดาร์วินชื่อ ออน ดิ ออริจิน สเปซี่ บาย มีนส์ ออฟ เนเชอราล ซีเลคชั่นได้รับการตีพิมพ์  และก็เป็นเหมือนที่ดาร์วินคาดคิดไว้ไม่มีผิด   มันทำให้เกิดความโกลาหล สิ่งที่ดาร์วินพูดถึงคือบอกว่า โลกนี้มิได้ถูกสร้างขึ้นภายในหนึ่งอาทิตย์อย่างที่คัมภีร์ทางศาสนาคริสต์บอกไว้   แต่มันมีอายุยาวนานมากกว่านั้น  มันได้เปลี่ยนแปลงไปในเวลานี้ และยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน และผิดแผกแตกต่างออกไปจากที่ตอนเริ่มเกิดขึ้นใหม่ๆ  มนุษย์พัฒนาขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิตที่ธรรมดาที่สุด เรื่องราวของอาดัมและอีฟในสวนอีเคนคงเป็นจริงไปไม่ได้   ผู้คนคิดว่า ดาร์วินบอกว่ามนุษย์สืบเชื้อสายมาจากลิง เป็นความคิดที่น่าละอายอย่างยิ่ง หนังสือของดาร์วินถูกนำไปเผาทิ้งด้วยความโกรธและขยะแขยง ฝ่ายศาสนจักรพร้อมที่จะเผชิญกับดาร์วิน ในปี 1860 พวกเขาเรียกประชุมที่อ็อกซ์ฟอร์ด พวกพระและนักวิทยาศาสตร์พบกันที่นั่นเพื่อถกเถียงกันถึงต้นกำเนิดของสัตว์และต้นไม้สำหรับเรา การประชุมกันแบบนี้ฟังดูเป็นเรื่องหัวโบราณเหลือเกิด แต่ในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องจริงจัง ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าความคิดเห็นของดาร์วินถูกต้อง และเรื่องราวของอาดัมกับอีฟเป็นแต่เพียงเรื่องเล่าขาน  ฝ่ายศาสนจักรยังคงมีอิทธิพลมากจนดาร์วินไม่เคยได้รับรางวัลเกียรติยศจากผลงานของเขาและจากการหมกมุ่นทำงานจนทำให้สุขภาพของเขาทรุดโทรมลง  แต่เขาก็ยังคงมุมานะทำงานต่อไปตามปณิธานที่ว่า เมื่อข้าพเจ้าต้องหยุดการสังเกต ข้าพเจ้าก็จะตายที่เขาพูดไว้ในวันที่ 17 เมษายน 1882 เขายังคงทำงานอยู่จนเสียชีวิตในอีกสองวันต่อมา.

Christian Huygens คริสเตียน ฮอยเก้นส์

Christian Huygens
คริสเตียน ฮอยเก้นส์





-------------------------------------------------------

Christian Huygens  เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฮอลแลนด์  เกิดเมื่อ 14 เมษายน ค.ศ. 1629  ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์  ถึงแก่กรรมเมื่อคริสเตียน ฮอยเก้นส์  8 มิถุนายน  1695 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์นาฬิกาลูกตุ้มในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และเป็นผู้ค้นพบดวงจันทร์ของดาวเสาร์  เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์  มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิชาแคลคูลัสสมัยใหม่   มีความเห็นว่าแสงประกอบด้วยคลื่น  ในปี ค.ศ. 1655 ได้ค้นพบดวงจันทร์ Titan บริวารของดาวเสาร์  และได้ทำการตรวจสอบวงต่างๆของดาวเสาร์พบว่าประกอบด้วยหิน   ได้สร้างนาฬิกาสำหรับใช้ในการเดินเรือ  และได้ค้นพบและทำการพิสูจน์การเคลื่อนไหวของลูกตุ้มนาฬิกา   ได้รับเลือกเป็นสมาชิก Royal Society เมื่อ ค.ศ. 1666 ต่อมาในปี ค.ศ. 1666 ได้ย้ายไปกรุงปารีสและเข้ารับตำแหน่งประธานของ French Royal Society 

Edward Jenner เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์

Edward Jenner
เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์





--------------------------------------------------------

ในปลายศตวรรษที่ 18 ผู้คนจำนวนมากล้มตายด้วยโรคฝีดาษ โรคนี้เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงและระบาดอย่างรวดเร็ว ผู้ที่รอดตายก็จะมีรอยแผลเป็นตามใบหน้าและร่างกายเป็นรูปุปะน่าเกลียด แม้ในปัจจุบันนี้ในบางประเทศโรคนี้จะสาบสูญไปแล้วก็จริง แต่บุคคลที่เป็นผู้ค้นพบวิธีรักษาให้หายจากโรคนี้ สมควรจะได้รับการยกย่องอย่างสูง บุคคลผู้นั้นก็คือ เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ Edward Jenner นายแพทย์ชาวอังกฤษ เจนเนอร์ เกิดในปีค.ศ. 1749 ที่คลอสเตอร์เชียร์ อังกฤษ เป็นบุตรชายของหมอสอนศาสนา ได้รับการศึกษาทางแพทย์ที่โรงพยาบาลเซนท์จอร์จ ภายหลังจากที่เคยทำงานเป็นลูกมือฝึกหัดนายแพทย์คนหนึ่ง เขาเริ่มเป็นแพทย์เมื่อปี ค.ศ. 1773 เจนเนอร์ต้องไปรักษาคนเป็นโรคฝีดาษบ่อยๆ เขาเริ่มใช้เวลาค้นคว้าเพื่อหาทางที่จะขจัดโรคฝีดาษนี้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งวันหนึ่ง เจนเนอร์ได้สังเกตพบว่า พวกหญิงคนงานรับจ้างรีดนมวัว ส่วนมากที่เป็นแผลฝีที่ติดมาจากฝีวัว (Cow pox) นั้น ไม่มีผู้ใดเป็นฝีดาษเลย ทั้งร่างกายของหญิงรีดนมวัวเหล่านี้ก็แข็งแรงดี แต่จะมีแผลฝีวัวติดตามง่ามมือและแขนขาบ้างเล็กน้อย ไม่มีอันตรายร้ายแรงอย่างไร ที่น่าคิดก็คือว่าผู้ที่เป็นฝีวัวเหล่านี้เหตุใดจึงไม่เป็นฝีดาษ ต่อมาวันหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1796 หญิงรีดนมวัวที่เป็นแผลฝีวัวเกิดขึ้นที่มือมาให้เจนเนอร์รักษา เขาจึงคัดเอาหนองฝีวัวจากมือผู้หญิงคนนั้นมาเก็บไว้ ภายหลังที่รักษาหญิงนั้นหายจากแผลฝีวัวแล้ว เจนเนอร์ลองเอาหนองฝีวัวนั้นมาทดลองกับเด็กผู้ชายอายุ 8 ขวบคนหนึ่งที่มีสุขภาพสมบูรณ์ดี โดยกรีดผิวหนังที่แขนของเด็กให้เป็นแผลแล้วเอาหนองฝีวัวใส่ลงไป ปรากฏว่าได้ผลดีจริง คือ เด็กคนนั้นไม่เป็นโรคฝีดาษเลย และไม่เป็นอันตรายอย่างไรด้วย เจนเนอร์ได้ทดลองและค้นคว้าในเรื่องนี้อย่างขะมักเขม้น ได้ปรับปรุงเรื่องฝีวัวนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จนแน่ใจได้ว่าผลแน่นอนแล้ว เขาจึงได้ประกาศการค้บพบวิธีการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษด้วยวิธีการปฏิบัติของเขาให้โลกรู้ โดยการพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับการค้นคว้า และทดลองป้องกันไข้ทรพิษอย่างได้ผล เมื่อปีค.ศ. 1798 ในระยะแรกๆ ไม่ค่อยมีคนศรัทธากันนัก แต่ก็ปรากฏว่าในจำนวนผู้ที่เข้ารับการปลูกวัคซีนจากเขาแล้วไม่มีใครเป็นฝีดาษเลย ในที่สุดวงการแพทย์ทั่วๆไปก็ยอมรับว่า วิธีการปลูกฝีวัวของเจนเนอร์เป็นวิธีที่ป้องกันได้ผลเด็ดขาด รัฐบาลอังกฤษได้อนุมัติเงินจำนวนหนึ่งหมื่นปอนด์ให้แก่เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ในปีพ.ศ. 2346 เพื่อจัดทำหนองฝี ออกใช้ป้องกันโรคไข้ทรพิษ เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1823 ที่บาคลีย์ บ้านเกิดของเขา มีอายุได้ 83 ปี

Etienne-Joseph Montgolfier เอเตียนและโจเซฟ มองต์โกลฟิเย

Etienne-Joseph Montgolfier
(เอเตียนและโจเซฟ มองต์โกลฟิเย)



-----------------------------------------------------------

ผู้ที่ทำให้ความฝันของมนุษย์ในการบินขึ้นไปบนท้องฟ้าสำเร็จเป็นพวกแรก โดยอาศัยยานพาหนะที่เรียกว่าบัลลูนก็คือ พี่น้องตระกูลมองต์โกลฟิเยนั่นเอง   เอเตียนและโจเซฟ มองต์โกลฟิเย Etienne-Joseph Montgolfier สองพี่น้องชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์ลูกบัลลูนขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1783 ทั้งคู่ใช้ลมร้อนหรือไอร้อน โดยใช้หม้อไฟผูกเข้าข้างใต้ลูกบัลลูนไอร้อนซึ่งเบากว่าอากาศจะดันลูกบัลลูนให้ลอยขึ้นไป มันลอยไปได้ราว 1 ไมล์กว่าก่อนจะตกลงสู่พื้น นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของมนุษย์ก่อนที่จะมีการดัดแปลงไปเป็นพาหนะอย่างอื่นๆเช่น เครื่องร่อนจนมาถึงเครื่องบินในที่สุด